เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ณ ห้องเฟื่องฟ้า โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา นายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานการเสวนา Grow Green Roadshow “ความยั่งยืน” ทางรอดของธุรกิจในวันที่โลกเปลี่ยน โดยมี ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ให้การต้อนรับ
สำหรับการจัดการเสวนาครั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จัดงานขึ้นเพื่อมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ในพื้นที่ ให้ก้าวสู่การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำและเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยดีป้า เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจไทยในการนำดิจิทัลโซลูชันมาใช้บริหารจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นต์ เพื่อลดการปล่อยลดก๊าซเรือนกระจก ก่อนนำไปสู่การบรรลุความเป็น กลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2065 ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Conference of the Parties: COP) ครั้งที่ 26

นายประพันธ์ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้น่าสนใจอย่างยิ่งในปัจจุบัน คือ “ความยั่งยืน” ทางรอด จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของเรา มีบทบาทสำคัญในในเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ทั้งในฐานะ “เมืองมรดก” ที่เป็นหน้าเป็นตาด้านการท่องเที่ยว มีการขับเคลื่อนระดับรากหญ้าในภาคการเกษตร และในฐานะ “ฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรม” ขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายและสำคัญที่สุดสำหรับจังหวัดของเราในปัจจุบัน เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เพียงแต่เรื่องภัยธรรมชาติที่จังหวัดเรามักประสบอยู่บ่อยครั้ง แต่ยังรวมถึง “กติกาการค้าโลก ใหม่” ที่เปลี่ยนแปลงไป คู่ค้าและตลาดสากลต่างเรียกร้องให้ภาคธุรกิจต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ Carbon Footprint ซึ่งกำลังจะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ในการดำเนินโครงการที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa ได้นำมามอบให้กับชาวอยุธยาในวันนี้ จึงถือเป็นการ “ติดอาวุธทางดิจิทัล” ที่ตรงจุดที่สุด เพราะการนำ “แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก” มาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการของเรา ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร หรือภาคบริการสามารถติดตามและบริหารจัดการข้อมูลคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม่นยำได้มาตรฐาน และการดำเนินการนี้ สอดคล้องอย่างยิ่งกับแผนพัฒนาจังหวัดและนโยบาย เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของพระนครศรีอยุธยา ในด้าน Smart Environment (สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ) และ Smart Economy (เศรษฐกิจอัจฉริยะ) เพื่อยกระดับให้จังหวัดของเราเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวคที่น่าอยู่ และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน



