เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 ธ.ค. ที่พรรคเพื่อไทย ภายหลังการเปิดตัว และแสดงวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โดยแคนดิเดตทั้ง 3 คน ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงลำดับของแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งนายจุลพันธ์ กล่าวแซวก่อนว่า “นั่งแบบนี้ชัดหรือไม่ ยังไม่ชัดหรือ” พร้อมกล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยได้รับฟังเสียงสมาชิก ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน ดูจากความต้องการของประชาชน วันนี้เราต้องการคนที่จะมาเป็นนายกฯ นำพาประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้ง และก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่จะนำเทคโนโลยี AI ความรู้สมัยใหม่เข้ามาบวกประสาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ซึ่งบุคคลที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ ในนามพรรคเพื่อไทย คือ นายยศชนัน แต่เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคม นายยศชนันคือคนที่เราจะเสนอเป็นนายกฯ เมื่อเราประสบชัยชนะจากการเลือกตั้ง ส่วนอีก 2 คน ไม่ได้มีการเรียงลำดับ แต่มีความพร้อมในการทำงานกรณีที่มีความจำเป็น ดังนั้นทั้ง 3 คนที่นั่งอยู่ตรงนี้มีความพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน และมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานให้กับประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวถามนายยศชนัน ในฐานะที่เคยผ่านเวทีการเมืองมาแล้ว แต่ยังถือว่าเป็นหน้าใหม่ การเปิดตัวเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ ในวันนี้ มั่นใจในตัวเองและนโยบายหรือไม่ว่าจะสามารถเรียกกระแสนิยมในการเปิดตัวครั้งนี้ นายยศชนัน กล่าวว่า ต้องตั้งต้นที่เรามีหัวใจพรรคเพื่อไทย ต้องไปคุยกับประชาชนเยอะๆ วันนี้เป็นวันแรกที่เราชูว่าประเทศไทยจะไปในทิศทางใด แต่การพบปะประชาชนสำคัญกว่าการเลือกตั้ง เพราะวันนี้ประชาชนอาจจะยังไม่รู้จักตนดี แต่หากได้สัมผัส และพูดคุยกัน และเราเอาสิ่งที่เขาต้องการใส่ไปในนโยบาย เชื่อว่า จะชนะใจประชาชน 

เมื่อถามว่า เวลา 2 เดือนเพียงพอหรือไม่ ที่จะดึงกระแสพรรคเพื่อไทยให้กลับมา นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เราไม่ได้เริ่มเพียงแค่ 2 เดือน เราเดินหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาการทำงานตั้งแต่พรรคไทยรักไทย จนถึงพรรคเพื่อไทย ยังประทับอยู่ในความทรงจำของประชาชน และตั้งแต่การประกาศยกเครื่องเพื่อไทย เรามีการปรับเปลี่ยนการทำงานทั้งเรื่องการสื่อสาร นโยบาย และขับเคลื่อนมาจนถึงจุดนี้ เราไม่ได้อยู่ที่เดิม เรามาข้างหน้าไกลแล้ว ระยะเวลาอีก 2 เดือนข้างหน้าเป็นการทำความเข้าใจกับประชาชน ถึงนโยบายของเรา ถ้าย้อนเวลากลับไปในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนั้น มีเวลาเพียงแค่ 40 กว่าวันเท่านั้น เราก็สามารถขับเคลื่อนจนประสบชัยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายได้ ตนเชื่อมั่นว่า การทำงานของแคนดิเดต ทั้ง 3 คน จะสามารถเดินสู่ชัยชนะได้

เมื่อถามว่า มองกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่าอย่างไรก็ไม่พ้นตระกูลชินวัตร แม้จะเป็นตระกูลวงศ์สวัสดิ์แต่เป็นเครือญาติกับชินวัตรอยู่ดี นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องที่เป็นลูกหลานใคร ตนคิดว่า เป็นเรื่องได้เปรียบ ซึ่งการที่วันนี้เรามุ่งมั่นจะทำบางอย่างให้กับคนไทย และทำเรื่องนี้มาโดยตลอด ตนไม่เคยหยุดที่จะทำเรื่องนี้ แต่วันนี้หากเราได้รับโอกาสที่ดีกว่าคนอื่น ทำไมเราจะไม่รับ และการที่เรามีหลายคน 

“เราอาจจะเป็นคนตัวเล็กๆ บนมือของยักษ์ใจดีคนหนึ่งที่ผสมระหว่างคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ อย่างพรรคไทยรักไทยผู้มีประสบการณ์ ซึ่งรวมถึงครอบครัวของตนด้วย เราสามารถมองเห็นได้ไกลขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ตนคิดว่าเป็นจุดเด่น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” นายยศชนัน กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า หากได้รับตำแหน่ง นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ มารดา จะไม่เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจการทำงานหรือครอบงำใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า เราพยายามนำเสนอเรื่องวิสัยทัศน์ ค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปในโลกนี้ เราต้องเดินไปข้างหน้า จะพยายามเคลื่อนประเทศไทยในทุกรูปแบบทั้งเรื่องความคิดสร้างสรรค์ การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราจำเป็นต้องเป็นรัฐบาล ที่มีการพูดคุยกันภายใน ภายนอก และต่างประเทศด้วย สิ่งนี้เป็นบทบาทหน้าที่ของนายกฯ ที่ต้องทำ และมั่นใจว่า เราสามารถตัดสินใจเองได้ ร่วมกับกรรมการบริหารพรรค 

เมื่อถามว่า เป็นนักวิชาการจะชูอะไรเป็นจุดเด่นในการเลือกตั้ง นายยศชนัน กล่าว่า ตนได้ผ่านการเมืองมาช่วงสมัยหนึ่ง มีจุดเด่นที่หลายคนไม่มี แม้จะไม่ใช่จุดเด่นมากนัก แต่เรามีคนในทีมพรรค และมีหลายคนที่คอยสนับสนุน ขอให้ในวันนี้เรามีเข็มทิศที่ชัดเจน ตนเชื่อว่าเราทำได้ 

ด้านนายสุริยะ กล่าวเสริมว่า ในขณะที่เราคัดเลือกให้นายยศชนัน มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ตนอยากให้มองว่าการเมืองที่ผ่านมา เป็นมิติบริหารด้านการเมืองเป็นหลัก แต่โลกยุคนี้เป็นโลกที่ต้องแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งในแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ ไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนี้ เราจึงเชื่อว่าการเมืองแบบเก่าได้ผ่านไปแล้ว ควรจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองจะช่วยสนับสนุนด้านอื่นได้ แต่ที่สำคัญที่สุดเมื่อได้ฟังภาพรวมของนายยศชนัน ทั้งหมดเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ไม่มีใครปฏิเสธ ว่าวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศไทย หากได้เป็นนายกฯ เราเชื่อว่าเศรษฐกิจเติบโตได้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยคาดหวังไว้ 

เมื่อถามว่า ในฐานะหลานชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มองว่านี่เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อนของแคมเปญของพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า จะมีหลายประเด็นที่เราต้องแก้ไข ก่อนอื่นเลย ตนคิดว่านี่จะเป็นข้อได้เปรียบสำหรับพรรคเรา เรามีวิสัยทัศน์เดียวเพื่อประชาชน ตนพยายามเสนอแนวคิดที่ว่า เราต้องพัฒนาเศรษฐกิจที่มีอยู่โดยการยกระดับเครื่องยนต์ที่มีอยู่ และเราต้องยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ ดังนั้น ตนคิดว่าด้วยผลประโยชน์ทั้งหมดที่พรรคหรือประชาชนสนับสนุน เราจะไม่มีปัญหาในการเดินหน้าต่อไป 

เมื่อถามถึง จุดยืนหรือนโยบายของพรรคเพื่อไทยต่อกรณีชายแดนฝั่งกัมพูชา นายยศชนัน กล่าวว่า ประเด็นเรื่องกัมพูชา ตนคิดว่ามันค่อนข้างตรงไปตรงมา อธิปไตยต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเราต้องปกป้องประชาชนของเรา นั่นคือ สิทธิของเรา

เมื่อถามว่า เป้าหมายจำนวน สส.ของพรรคเพื่อไทยยังเป็น 200 คน อยู่หรือไม่ หลังจากที่มีหลายคนไปเปิดตัวกับพรรคการเมืองอื่นๆ นายสุริยะ กล่าวว่า การเปิดตัวของพรรคต่างๆ ทราบกันมานานแล้วว่าจะมีการย้าย ทั้งจากพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ายไปสู่พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม แต่ตนได้มีการดูสมการที่ไปรวมกันเป็น สส.ปัจจุบัน ที่ไปรวมกันที่พรรคภูมิใจไทย ประมาณ 130 คน ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยการเลือกตั้งที่ผ่านมาเราได้ 141 คน ตอนนี้อาจมีไหลออกไปประมาณ 10 กว่าคน แต่ตนเชื่อมั่นว่าที่ตนตั้งเป้าหมาย ว่า 200 คน ไม่ใช่เป็นการตั้งเป้าหมายที่ไม่มียุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ครั้งที่แล้วเราได้มา 141 คน ความจริงเราต้องได้ใกล้เคียง 200 คน แต่มีการทำโพลออกมาทุกคนมั่นใจ ตัวผู้สมัคร สส.จึงหยุดทำงาน ไม่ได้ลงพื้นที่ตามที่ควรจะไปทำ เพราะประมาท และครั้งนี้เราเรียนรู้เรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย ฉะนั้น ตนจึงมั่นใจว่า ไปถึง 200 หรือบวกลบอย่างมากไม่เกิน 10% แต่อย่างไรก็ตามจะมีการกำชับผู้สมัครให้ลงพื้นที่ให้เข้มข้นขึ้น ประกอบกับนโยบายที่ดีของพรรคเพื่อไทย ที่จะไปชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่ ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมบุคคลที่จะขึ้นปราศรัยเรียบร้อยแล้ว 

เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องสู้ ทั้งเรื่องอำนาจ กระสุน และกระแสชาตินิยม พรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นงานหนัก กังวลเรื่องนี้หรือไม่ และเตรียมรับมืออย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต่อสู้กับภาวการณ์ลำบาก พรรคเพื่อไทยผ่านการยุบพรรค 2 ครั้ง  การปฏิวัติรัฐประหารมาอีก 2 ครั้ง หลังเหตุการณ์เหล่านั้นสถานการณ์พวกตนไม่ได้ดีกว่าวันนี้ แต่เราก็เดินหน้าต่อสู้อย่างเข้มแข็ง และคว้าชัยชนะได้ ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เรายืนกันอย่างเหนียวแน่น และพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ และย้ำว่า สิ่งที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะ คือ นโยบาย บุคคล และความตั้งใจของพวกเรา 

เมื่อถามว่า ระหว่างกระสุน กระแส และอำนาจรัฐ พรรคเพื่อไทยกังวลเรื่องใดมากที่สุด และเรื่องใดเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งในสถานการณ์ปัจจุบัน นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หากถามว่าห่วงอะไรมากที่สุด เราห่วงทุกอย่าง แต่เราจะทำหน้าที่ให้เต็มที่ ไม่มีอะไรที่เราไม่ห่วง แต่สิ่งที่อุ่นใจเราประชาชน เพราะพรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชนมาตลอด เราเชื่อว่า ประชาชนยังสนับสนุน อย่างเป็นแฟนคลับและพรรคเพื่อไทยเป็น 10 ล้านคน ซึ่งพร้อมจะสนับสนุนไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้กระสุนหรืออำนาจรัฐ เชื่อว่า เราสามารถฝ่าด่านไปได้ ด้วยการทำความเข้าใจกับประชาชนและนำนโยบายที่ดีไปสู่ประชาชน 

ด้านนายสุริยะ กล่าวเสริมว่า ในอดีต สส. ที่ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย ก็สอบตกไปหลายคน ตนเชื่อว่า สิ่งที่ประชาชนยังจำได้คือนโยบายที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ ภาพนั้นยังอยู่ในความทรงจำของประชาชน ดังนั้น ไม่ว่าเรื่องกระสุนหรือกระแส ตนเชื่อว่า ท้ายที่สุดเราจะไปใกล้เคียงกับ 200 ที่นั่ง

เมื่อถามถึง สถานการณ์ชายแดนขณะนี้ในฐานะที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทย คือการปกป้องอธิปไตย แต่สิ่งที่เราเห็นว่ากระบวนการที่รัฐบาลควรจะดำเนินการ คืออยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ การตอบโต้อย่างได้สัดส่วนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตามที่จะมาปฏิบัติภารกิจต่อ ต้องระมัดระวังอย่างรอบคอบ รวมถึงการสื่อสารของรัฐต่อประชาชน และสื่อต่างประเทศใช้กลยุทธ์หรือยุทธวิธี โลกล้อมกัมพูชา เป็นเรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นจุดอ่อน เพราะต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าการสื่อสารของไทยต่อสื่อต่างชาติ หากติดตามจากสื่อต่างประเทศจะเห็นว่าข่าวที่ออก ไม่ได้เป็นผลดีกับประเทศไทย มีข่าวในลักษณะเราใช้การโจมตีทางอากาศ ซึ่งจุดนี้อาจจะเป็นปัญหากับประเทศไทยในระยะยาว พรรคเพื่อไทยจึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาและปรับเปลี่ยนท่าที อีกเรื่องคือความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ พรรคเพื่อไทยพร้อมให้การสนับสนุนเข้าไปดูแลประชาชนที่จะต้องอพยพ ให้มีความปลอดภัยและสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็ว อยากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ส่วนหน้าที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน