เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. นายนิกร จำนง ในอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณากฎหมายประชามติ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ ตั้งคำถามที่ 1 กรณีเห็นชอบสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ไป พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ว่า สามารถกระทำได้ โดยการเชื่อมหลักการ 2 มิติเข้าด้วยกัน คือการริเริ่มโดยรัฐสภาตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่18/2568 แต่เมื่อคำถามส่งมาครม.ก็ติดปัญหาไม่สามารถดำเนินการตามพรบ.ประชามติมาตรา9(1) ประกอบมาตรา10 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้เพราะวันเวลาไม่พอโดยขาดไป 1 วัน
นายนิกร กล่าวอีกว่า ครั้นจะไปใช้มาตรา9(4) ประกอบมาตรา11 ก็ไม่ได้ เพราะขั้นตอนการตั้งคำถามในครั้งนี้ไม่ได้มีที่มาตามข้อบังคับการประชุมของทั้ง 2 สภาอีก ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์ที่ริเริ่มโดยรัฐสภาประกอบกับใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา166 ที่เปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีสามารถขอให้มีการลงประชามติในเรื่องที่สำคัญๆ ที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เกี่ยวกับบุคคลใดได้ หากเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ดังนั้นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติในมาตรา9(2) การออกเสียงกรณีเมื่อครม.เห็นว่ามีเหตุอันสมควรประกอบมาตรา11 (5) ที่สามารถให้กำหนดวันที่แตกต่างจากที่กำหนดไว้ได้ ถ้ามีความจำเป็น
นายนิกร จำนง กล่าวอีกว่า กรณีนี้ตนเคยให้ความเห็นมาก่อนแล้วว่าต้องหาวิธีที่จะตั้งคำถามที่ 1 ให้ได้ โดยสามารถใช้มาตรา 9 (1) หรือ มาตรา 9 (4) แต่ในเมื่อขณะนี้เจอทางตันทั้งสองทางแล้ว ดังนั้นทางออกที่จะเป็นไปได้ก็คือ การใช้ 2 หลักการประกอบกันคือถือว่าเป็นการริเริ่มจากรัฐสภาเพราะรัฐสภาได้มีการพิจารณาญัติให้มีคำถามที่ 1 และเห็นชอบร่วมกันมายังครม. ถือเป็นการริเริ่มโดยรัฐสภาที่ชัดเจนแล้ว แต่เวลาไม่พอ ดังนั้นเมื่อครม.เห็นความสำคัญของกรณีนี้ จึงใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีโดยใช้มาตรา 9 ( 2 ) ประกอบมาตรา 11 ฉบับแก้ไข 2568 มีมติส่งเรื่องให้กกต. ไปพิจารณาดำเนินการ จึงเห็นว่าสามารถกระทำได้ อันจะเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐและค่าใช้จ่ายของประชาชนในการออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปได้อย่างมากก็ถือว่ามีเหตุอันสมควรได้
นายนิกร กล่าวอีกว่า แต่ที่ยังมีภาระจะต้องรีบดำเนินการโดยด่วนก็คือการให้เหตุผลทั้งด้านการเห็นชอบ หรือด้านไม่เห็นชอบ สำหรับคำถามประชามตินี้โดยต้องร่วมกันกับกกต.ประชาสัมพันธ์ไปยังหมู่ประชาชนเพราะจะไปชี้ว่าให้มีมติ เห็นชอบเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถกระทำได้ ต้องมีอีกด้านไปด้วย อันเป็นภาระกิจที่ต้องกระทำตามมาตรา 15 ของกฎหมายประชามติ เพราะขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่นานมากแล้ว เกรงว่าประชาชนจะไม่เข้าใจ ในการออกเสียงประชามติเพียงพอ ซึ่งหน้าที่นี้ไม่ใช่กกต. ดำเนินการ คงยังจะต้องเป็น ครม.ที่ต้องดำเนินการในทันที



