เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารบี คณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เข้าติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในเรื่องของคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว. หลังเห็นว่าการพิจารณาคดีล่าช้าเกินกรอบเวลาที่กำหนด
โดย พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า นับตั้งแต่ประกาศผลการเลือก สว. เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2567 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 525 วัน หรือกว่า 1 ปี 2 เดือน ซึ่งเกินระยะเวลาตามระเบียบที่กำหนดให้ กกต. ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี คดีฮั้ว สว. แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งดีเอสไอรับผิดชอบในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน โดยพบพยานหลักฐานเส้นทางการเงินเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องจำนวน 8 ราย ในจำนวนนี้มีสมาชิกวุฒิสภา 2 ราย ทำให้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแจ้งข้อกล่าวหาได้ ทั้งนี้ ได้มีการส่งข้อมูลเส้นทางการเงินดังกล่าวไปยัง กกต. เพื่อประกอบสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ซึ่งเป็นที่มาของการประชุม กกต. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีมติ 3 ต่อ 2 ให้ขอข้อมูลจากดีเอสไอมาประกอบสำนวน แต่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องการทำหนังสือขอพยานหลักฐานอย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่ารอ กกต. ชุดใหม่
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากรรมการบางราย พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ต้องการนำพยานหลักฐานสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางการเงินเข้าสู่การพิจารณา จึงขอเรียกร้องให้ กกต. ชุดใหม่เร่งประชุมและดำเนินการขอพยานหลักฐานจากดีเอสไอโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม สำหรับคดีทุจริตการเลือก สว. ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต. โดยตรง ปัจจุบันมีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องแล้ว 229 ราย แบ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง 91 ราย และสมาชิกวุฒิสภา 138 ราย โดยสำนวนผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยข้อโต้แย้งครบ 90 วันแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวย้ำว่า พยานหลักฐานในคดีนี้ มีความชัดเจนครบถ้วน ทั้งขบวนการจัดตั้ง การจัดทำโพย การซักซ้อมลงคะแนน และหลักฐานเส้นทางการเงิน จึงขอให้ กกต. เร่งวินิจฉัยคดีโดยยึดหลักพยานหลักฐาน ความสุจริต และความเที่ยงธรรม เพื่อรักษาความศรัทธาของประชาชนต่อระบบการเมืองไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่าคาดหวังกับประธานสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งคนใหม่หรือไม่ สำหรับเข้ามาดำเนินการเรื่องคดีฮั้วเลือก สว. พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ก่อนที่ ประธาน กกต.คนใหม่ จะเข้ามารับตำแหน่งนั้น ก็จะมีข่าวลือมาโดยตลอดว่าจะต้องได้รับการเห็นชอบจาก สว.สีน้ำเงิน แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยเกียรติประวัติอันดีของประธาน กกต.คนใหม่ เราก็เชื่อมั่นในฐานะที่เคยปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้พิพากษามาก่อน ขอให้คำนึงถึงสถาบันหลักเดิม และขอฝากความหวังให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา อย่าไปฟังคำสั่งจากใคร ขอให้ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ



