คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที โดยเศรษฐกิจไทยในปี 68 อยู่ที่ 2.2% ส่วนปี 69 ขยายตัว 1.5% ลดลงจากคาดครั้งก่อนที่ 1.6% และปี 70 มีแนวโน้มขยายตัว 2.3%

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า กนง.ติดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ หลังปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยเห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

“กนง.พูดคุยเยอะเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและเยอะ ถ้าดูเงินบาทเทียบดอลลาร์ ตั้งแต่ต้นปีแข็งค่า 8% ส่วนเทียบคู่ค้าคู่แข่งแข็งค่าขึ้น กนง.มองแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น ทำให้กนง.ยกระดับการติดตามค่าเงินบาท พิจารณาธุรกรรมที่มีผลต่อค่าเงินบาท โดยเรียกธนาคารมาคุย ตรวจสอบเอกสารทำธุรกรรมซื้อขายทองคำ และคริปโต และมาตรการที่อยู่ในแผน เรียกข้อมูลเพิ่มเติมธุรกรรมที่อาจสร้างแรงกดดันและธุรกรรมซื้อขายผิดปกติ”

อย่างไรก็ตามหวังว่าธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามดอกเบี้ยนโยบาย แต่เห็นรายเล็กเอสเอ็มอี มีความเสี่ยงเครดิตเข้าถึงเงินกู้ยาก ทำให้การค้ำประกันเป็นสิ่งจำเป็น จึงอยู่ระหว่างพิจารณาออกมาเพิ่มเติม นอกจากการลดดอกเบี้ยให้ภาพใหญ่ผ่อนคลาย ขณะที่การค้ำประกันจะเป็นสินเชื่อใหม่ ส่วนสินเชื่อเดิมการปรับลดดอกเบี้ยต้องช่วย แต่การใช้ดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้แก้ไขปัญหาต้นตอ โดยต้องมีเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มเติม และยังเร็วไปพูดถึงนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ขอดูให้ชัดเจนก่อน