ข้อมูลจากเฟซบุ๊กกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้หยิบยกสาระสำคัญในรายงานสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาของประเทศไทย (Thailand Country Climate and Development Report: CCDR) ที่จัดทำโดยกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งชี้ชัดว่าหากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวสู้กับ “หายนะสภาพอากาศ” อาจพลาดโอกาสสำคัญในการก้าวสู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เนื่องจากในปัจจุบันไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านที่ซ้อนทับกัน ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงหยุดนิ่ง และปัญหาประชากรสูงวัยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซ้ำเติมด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน

ข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2024 โดยองค์กร Germanwatch พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 จากเดิมอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ขณะที่ความเสี่ยงระยะยาว 30 ปีขยับสู่อันดับที่ 22 ซึ่งในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดเกิดจากคลื่นความร้อนและพายุ ขณะที่น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อประชากรในวงกว้างที่สุด
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าแม้ไทยจะมีระดับการพัฒนาสูงกว่าหลายประเทศ แต่ยังคงเผชิญความสูญเสียรุนแรง เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่มีปริมาณฝนสูงสุดถึง 350 มิลลิเมตรต่อวัน ซึ่งถือว่าผิดปกติมากในรอบ 300 ปี ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญโดยกำหนดนโยบายเร่งติดตั้งระบบเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยงสูง และผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำเพื่อบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050
ขณะที่ภาคเหนือและอีสานเริ่มเผชิญปัญหาภัยแล้งรุนแรง กระทบต่อความมั่นคงทางน้ำและภาคเกษตรกรรม ส่วนในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ คลื่นความร้อนกำลังลดประสิทธิภาพการทำงานลง โดยประเมินว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส อาจก่อความเสียหายต่อ GDP สูงถึง 85,000 – 123,000 ล้านบาท แม้ไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.88% ของโลก แต่การปล่อยก๊าซต่อหัวกลับสูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน การจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างมหาศาล

ภาคพลังงานถือเป็นแหล่งปล่อยก๊าซหลักถึงสองในสาม ตามด้วยภาคเกษตรกรรม 18% และภาคอุตสาหกรรม 10% การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero จะต้องลดคาร์บอนในภาคไฟฟ้าและการขนส่ง ควบคู่กับการลงทุนเทคโนโลยีสะอาด โดยรายงาน CCDR ระบุว่าหากไทยไม่ดำเนินการใดๆ (BAU) GDP อาจลดลงระหว่าง 7-14% ภายในกลางศตวรรษ แต่หากมีการลงทุนในด้านการปรับตัว เช่น การป้องกันน้ำท่วมและความมั่นคงด้านน้ำ อาจทำให้ GDP เพิ่มขึ้นได้ถึง 4-5% ภายในปี 2593
ธนาคารโลกมีข้อเสนอให้ไทยควรเร่งลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม เช่น การดำเนิน “แผน 9 แผน” มูลค่า 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 430,500 ล้านบาท เพื่อบรรเทาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ควรฟื้นฟูลุ่มน้ำตอนบนด้วยการปลูกป่า แก้ปัญหาการกัดเซาะที่มีมากกว่า 30% ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ด้วยการปลูกป่าชายเลนและการเติมทรายชายหาด ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 490,000 ล้านบาท จากรายได้การท่องเที่ยว
นอกจากนี้ จะต้องบริหารจัดการความต้องการน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่คาดว่า จะเผชิญกับการขาดแคลนน้ำระหว่าง 40 – 72% ภายในปี 2570 ควรขยายศูนย์พักร้อน ใช้อาคารสาธารณะเพื่อลดความร้อน และสนับสนุนครัวเรือนที่มีรายได้น้อยให้เข้าถึงเครื่องปรับอากาศที่ประหยัดพลังงาน

สำหรับภาคเกษตรควรปรับงบประมาณสนับสนุนไปที่การลงทุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) และเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ พร้อมเสริมสร้างระบบคุ้มครองสังคมและทะเบียนสังคมเพื่อช่วยเหลือครัวเรือนที่มีความเปราะบางโดยทันทีเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น
รายงานฉบับนี้ ระบุว่า การเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะช่วยให้ GDP ของไทยในปี 2593 สูงขึ้นราว 2.5% เมื่อเทียบกับกรณีปกติ (BAU) และทำให้การปล่อยคาร์บอนภาคพลังงานลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามของระดับเดิม
ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง พบว่า จำนวนบริษัทเพียง 1% สามารถทำให้เกิดการปล่อยก๊าซมากถึง 77% ของทั้งหมด จึงควรพิจารณาใช้ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ที่มุ่งเน้นไปที่ผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ พร้อมทั้งลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเฉลี่ยปีละ 2,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปี
ภาคการขนส่งมีความท้าทาย เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2566 มียานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 12% ของยอดขายรถใหม่ รัฐบาลควรเปลี่ยนบทบาทจากการสนับสนุนการซื้อไปสู่การลงทุนสถานีชาร์จไฟสาธารณะ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเฉลี่ยปีละ 2,200 ล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้า รวมถึงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานยนต์ขนาดหนักที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าได้ง่าย
ภาคการเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวที่ปล่อยก๊าซมีเทนสูงถึงครึ่งหนึ่งของการปล่อยในภาคนี้ สามารถลดการปล่อยได้ระหว่าง 30 – 50% ผ่านวิธีการทำนา “เปียกสลับแห้ง” ออกกฎหมายห้ามเผาตอซัง
ภาคป่าไม้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามแผน LT-LEDS ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนจาก 100 เป็น 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) ต่อปี ภายในปี 2593 ซึ่งจะต้องมีการลงทุนมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ใน 10 ปี
ในภาคอุตสาหกรรม ควรใช้ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) มุ่งเน้นไปที่ผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ซึ่งมีเพียง 1% ของบริษัททั้งหมดแต่ปล่อยก๊าซถึง 77%
การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศนั้น รายงาน CCDR ระบุว่า ไทยต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อรับมือประมาณ 219,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7.7 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลา 25 ปีข้างหน้า หรือคิดเป็น 2.4% ของ GDP สะสมในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งไทยจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการตามนโยบาย



