แม้โลกร้อนจะไม่ใช่ประเด็นใหม่ ทว่าผลกระทบที่ปรากฏชัดขึ้นในช่วงหลัง ก็ทำให้หลายภาคส่วนเริ่มหันมาทบทวนวิธีการทำงานของตนเองมากขึ้น ภาคธุรกิจเองก็เช่นกัน ดังที่บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ร่วมกับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจีพี เลือกที่จะเริ่มต้นจากบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นจุดเล็กๆ แต่มีบทบาทสำคัญต่อการลดคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิต

นีโอ ในฐานะผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย ร่วมกับเอสซีจีพี พัฒนากล่องบรรจุภัณฑ์ประเภทลังกระดาษลดคาร์บอน เพื่อนำมาใช้กับแบรนด์ในเครือ อาทิ BeNice, D-nee และ Fineline โดยมีแนวคิดหลักคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ และสามารถติดตามผลได้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการรายงานด้านความยั่งยืนขององค์กร
‘ปัทมา ถกลศรี’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการพาณิชย์ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับเอสซีจีพี เป็นอีกก้าวหนึ่งในการนำเรื่องความยั่งยืนมาเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจจริง โดย นีโอพยายามพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา นีโอดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน ทั้งการลดการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ (Zero Water Discharge) การลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ลง 22% ซึ่งทำได้เร็วกว่าที่ตั้งเป้าไว้ รวมถึงการพัฒนากระบวนการผลิตที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร เช่น เทคโนโลยี Quick Rinse ในผลิตภัณฑ์ซักผ้า ที่ช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 3 เท่า และระบบการผลิตแบบ Cold Process ที่ไม่ใช้ความร้อน ช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่ต้นทาง
ปัทมาอธิบายว่า การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวช่วยให้สามารถวัดและยืนยันปริมาณการลดคาร์บอนได้อย่างชัดเจน ผ่านการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 ทำให้ภาพรวมการรายงานด้านความยั่งยืนมีความครบถ้วนมากขึ้น

“ข้อมูลการลดคาร์บอนที่แสดงอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และทำให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า การเลือกสินค้าหนึ่งชิ้นมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร” ปัทมากล่าวเสริม
ด้าน ‘เอกราช นิโรจน์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SCGP นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนมาใช้ในการออกแบบและผลิตกล่องกระดาษที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยทุกการผลิต 1 หมื่นกล่อง สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 150 ต้นต่อปี และได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO
ในเชิงตัวเลข กล่องบรรจุภัณฑ์สีเขียวแต่ละชิ้นสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 0.07 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยในปี 2567 SCGP ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ให้กับ NEO รวม 1,354,900 ชิ้น ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวม 94,843 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือคิดเป็นการลดลงเฉลี่ยร้อยละ 8.75
“ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคธุรกิจในการร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% ภายในปี 2573 เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายระยะยาวอย่าง Net Zero 2593 โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนในจุดที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลชัดเจนอย่างบรรจุภัณฑ์” เอกราชกล่าวทิ้งท้าย



