เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 19 ธ.ค. 68 ที่โรงพยาบาลตราด พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พร้อมด้วย พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย จากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด ในพื้นที่บ้านสามหลัง และบ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 9–18 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ร่วมต้อนรับและติดตามการตรวจเยี่ยม

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เปิดเผยว่า กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดมีอาการดีขึ้น โดยทหาร 4 นาย แสดงความประสงค์ขอกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าทันที เนื่องจากเป็นห่วงเพื่อนร่วมรบ ขณะที่อีก 3 นายยังคงพักรักษาตัวจากอาการกระดูกแตก หนึ่งในนั้นเป็นกำลังพลหน่วยซีล ซึ่งปฏิบัติภารกิจหนักต่อเนื่องจนเกิดอาการอ่อนล้าสะสม ยืนยันว่ากำลังพลทุกนายมีขวัญและกำลังใจดี และอาการบาดเจ็บไม่ได้เกิดจากอาวุธของฝ่ายกัมพูชา แต่เป็นอุบัติเหตุจากการเคลื่อนย้ายหลบหลีกกระสุนปืนใหญ่

ผู้บัญชาการทหารเรือยังระบุว่า ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชายังคงพยายามรุกคืบเข้าพื้นที่บ้านสามหลังอย่างต่อเนื่อง แต่ฝ่ายไทยโดยกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด รวมถึงหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้ดำเนินการตอบโต้และรักษาพื้นที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อไม่ให้มีการรุกล้ำอธิปไตยไทย

ด้าน จ.อ.ณรงค์เดช นวลขาว หนึ่งในกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ กล่าวว่า รู้สึกมีกำลังใจอย่างมากที่ผู้บัญชาการทหารเรือเดินทางมาเยี่ยมด้วยตนเอง ยืนยันพร้อมกลับไปปฏิบัติหน้าที่ แม้การทำงานในแนวหน้าจะมีแรงกดดัน แต่เชื่อมั่นในศักยภาพของเพื่อนร่วมทีม พร้อมขอให้ประชาชนแนวหลังไม่ต้องเป็นห่วง เนื่องจากกำลังพลแนวหน้ามีความพร้อมเต็มที่

ต่อมาในเวลา 10.40 น. พล.ร.อ.ไพโรจน์ และคณะ เดินทางไปยังศูนย์อพยพอำเภอเมืองตราด พบปะประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย พร้อมมอบสิ่งของและให้กำลังใจ โดยระบุว่า กองทัพเรือเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องละทิ้งบ้านเรือน และขอชื่นชมในความเสียสละที่ช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงหลัง

พล.ร.อ.ไพโรจน์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนว่า แม้การปะทะจะลดลง แต่ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามไม่มีรูปแบบการปฏิบัติที่แน่นอน จึงสั่งการให้ใช้การตรวจการณ์ทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV) เฝ้าระวังตลอดเวลา หากพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักเข้ามาในระยะอันตราย จะดำเนินมาตรการผลักดันทันที

พร้อมกันนี้ ยังพบหลักฐานการนำทุ่นระเบิดดักรถถังมาดัดแปลงใช้เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักสากล และมีอานุภาพรุนแรงกว่าทุ่นระเบิดทั่วไปหลายเท่า โดยได้รายงานหน่วยเหนือเพื่อดำเนินการตามกลไกระหว่างประเทศ และส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าดำเนินการอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือยังกล่าวถึงกรณีพบโดรนปริศนาบินวนเวียนเหนือแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทยว่า ได้ประสานงานกับบริษัท ปตท. อย่างใกล้ชิด โดยการวิเคราะห์พบว่าเป็นโดรนขนาดเล็ก ไม่สามารถบินตรงจากฝั่งได้ คาดว่ามีการนำไปปล่อยจากเรือขนาดเล็กหรือเรือประมงใกล้พื้นที่ จึงสั่งการให้ทัพเรือภาคที่ 1 และ 2 สนธิกำลังลาดตระเวน ตรวจค้นเรือในรัศมีรอบแท่นขุดเจาะ เพื่อป้องกันการจารกรรมข้อมูลหรือการโจมตีทางเศรษฐกิจ