เปิดเทอมครั้งไหน…ก็ไม่กดดันเท่าปีนี้ เมื่อค่าครองชีพขยับสูงขึ้น ทั้งต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าที่ทยอยปรับขึ้นสูงกว่าระดับปกติ จนหลายครอบครัวต้องปาดเหงื่อ! แต่หัวอกคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองต่อให้เหนื่อยเพียงใด… “เรื่องเรียนลูกต้องมาก่อน” ทำให้ได้เห็นภาพการวางแผนการเงินในกระเป๋าของผู้ปกครองปีนี้ที่เข้มงวดขึ้น รวมไปถึงการปรับพฤติกรรมการชำระหนี้ เพื่อรักษาสภาพคล่องไว้จ่ายค่าเทอม
ดังนั้น…เมื่อถึงเทศกาลเปิดเทอม จึงไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณของการเริ่มต้นการเรียนรู้ใหม่ แต่กลับกลายเป็น”สมรภูมิการเงิน”ของผู้ปกครองไทย ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่ามูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมปีนี้พุ่งสูงถึง 66,372 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี แต่…ในความ “สะพัด” ของตัวเลขนี้ กลับไม่ได้สะท้อนถึงความมั่งคั่ง แต่คือ “ภาวะจำยอม” ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงจนรายได้ก้าวตามไม่ทัน
แพงทุกตารางนิ้ว
ผู้ปกครองกว่า 32% ยอมรับว่าปัจจัยหลักที่ทำให้เครียดคือ “ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น” ซึ่งก็รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนตั้งแต่เครื่องแบบนักเรียน รองเท้า ไปจนถึงอุปกรณ์การเรียน มีการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่งที่แพงขึ้น หรือแม้กระทั่งค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าราคาสินค้าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนในปี 2569 พบว่า ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 5-10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ผู้ประกอบการหลายรายได้ออกมาบอกว่าต้องแบกรับต้นทุนไว้เอง เพราะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนถือเป็นสินค้าควบคุมของกรมการค้าภายในก็ตาม
ด้วยเหตุนี้…ผู้ปกครองกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลางเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อใหม่ยกชุด เป็นการ…ซื้อเฉพาะที่จำเป็น เช่น ซื้อเพียง 1-2 ชุด เพื่อสลับใช้กับชุดเดิมที่ยังพอใส่ได้ หรือเลือกซื้อสินค้าในแหล่งค้าส่งและห้างสรรพสินค้าที่มีโปรโมชั่นลดราคาแรงๆ ขณะเดียวกันก็มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อกลุ่มส่งต่อชุดนักเรียนมือสองในโซเชียลมีเดียกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ปกครองพยายามทุกวิถีทางเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่
ขณะเดียวกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้กลายเป็น “สินค้าจำเป็นตัวใหม่” ที่กดทับงบประมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากหลักสูตรการเรียนการสอนในปี 2569 เน้นรูปแบบไฮบริดมากขึ้น ทำให้ภาระหนี้จากการผ่อนชำระสินค้าไอทีกลายเป็นรายจ่ายคงที่รายเดือนของผู้ปกครอง เช่นเดียวกันที่ต้องยอมรับว่า “ค่าน้ำมัน” และ “ค่าเดินทาง” ได้กลายเป็นรายจ่ายที่กัดกินสภาพคล่องรายวันอย่างเงียบเชียบ จึงทำให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมาก ต้องดึงงบประมาณที่เคยวางไว้สำหรับค่าเทอมนำไปใช้กับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
รายได้นิ่ง-โลกหมุนเร็ว
หันมาดูในเรื่องของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเรียน หากเป็นโรงเรียนรัฐบาลเฉลี่ย 1 หมื่นต้น ๆ ไปจนถึงหลักแสนในโรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งทุกปีก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ “อำนาจซื้อ” ของครัวเรือนไทยกลับถดถอยลง รายได้ภาคเกษตรและค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับขึ้นไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องใช้วิธีลดรายจ่ายส่วนอื่น เช่น งดการท่องเที่ยว ลดคุณภาพอาหารในบ้าน หรือดึงเงินออมก้อนสุดท้ายออกมาใช้
แต่ใช่ว่าบ้านทุกหลังจะมีเงินสำรองเพียงพอ บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากยังมีปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือ… ภาวะขาดสภาพคล่อง โดยผู้ปกครองกว่า 27% ที่ระบุว่า “เงินไม่พอใช้” สำหรับเปิดเทอมปีนี้ ทางออกที่น่าเป็นห่วง ก็คือ…การวนเวียนอยู่ในวงจรหนี้ ดังนั้น โรงรับจำนำ จึงยังคงเป็นที่พึ่งยอดนิยมอันดับต้นๆ หรือประมาณ 21.7% ขณะที่สินเชื่อเงินสดและบัตรเครดิต หรือ การรูดใช้จ่ายเพื่อผ่อนชำระค่าเทอมกลายเป็นการสร้างภาระดอกเบี้ยในระยะยาว แต่หากเข้าไม่ถึงระบบสินเชื่อ ก็ต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ แม้เป็นสัดส่วนน้อย ที่ประมาณ 3.6% แต่ถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เพราะดอกเบี้ยมหาโหดจะกลายเป็นโซ่ตรวนที่กดทับครอบครัวไปตลอดทั้งปีการศึกษา
ทางออกหรือกับดักใหม่
ในเมื่อเงินสดในมือไม่พอใช้ ทั้งสถาบันการเงินและผู้ประกอบการ จึงกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดนี้อย่างคึกคัก เพื่อตอบโจทย์สภาพคล่องชั่วคราวของผู้ปกครอง โดยบัตรเครดิตหลายค่ายร่วมกับห้างสรรพสินค้าออกแคมเปญผ่อนชำระ 0% นานถึง 10-12 เดือนสำหรับค่าเทอมและอุปกรณ์การเรียน แม้จะช่วยกระจายภาระรายเดือน แต่ก็เป็นการดึง “วงเงินอนาคต” มาใช้จนเต็มเพดาน ด้านสถาบันการเงินก็รุกหนักด้วยสินเชื่ออเนกประสงค์ที่อนุมัติไวผ่านแอปพลิเคชัน โดยชูจุดขาย “เงินด่วนเพื่อลูกหลาน” แต่กลับแฝงด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง (15-25% ต่อปี) หากบริหารจัดการไม่ดีจะกลายเป็น “หนี้พอกหางหมู” หลังจบเทศกาลเปิดเทอม
ขณะที่สถานธนานุบาลและโรงรับจำนำเอกชนยังคงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของกลุ่มฐานราก โดยแต่ละแห่งต่างจัดโปรโมชั่น ฟรีดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยเหลือเพียง 0.5% ขณะที่สิ่งของที่มีการนำมาจำนำ ก็มีทั้งเครื่องมือทำกิน เช่น สว่านไฟฟ้า อุปกรณ์ช่าง ทองคำเส้นสุดท้าย หรือแม้แต่ผ้าไหม เพื่อนำมาเปลี่ยนเป็นค่าเทอม ซึ่งก็สะท้อนภาวะ”หลังพิงฝา” ของเศรษฐกิจครัวเรือน
ความเหลื่อมล้ำต้องแก้
ปัญหาเศรษฐกิจช่วงเปิดเทอมไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของ “ของแพง” แต่มันคือการสะท้อน…ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านกำลังซื้อ โดยผู้ปกครองที่มีรายได้สูงยังคงเลือกจ่ายแพงเพื่อซื้อโอกาสในโรงเรียนคุณภาพสูง ขณะที่ผู้ปกครองรายได้น้อยต้องสู้ชีวิต เพื่อรักษาสิทธิขั้นพื้นฐาน ด้วยเหตุนี้รัฐบาลไม่ควรทำเพียงแค่ “ลดราคาสินค้า” เป็นครั้งคราว แต่ต้องมองไปถึงการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวที่สะท้อนความจริงในปี 2569 หรือมาตรการลดหย่อนภาษีที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มอาชีพอิสระที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีด้วย
ขณะเดียวกันแม้รัฐจะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่ากิจกรรม, ค่าแอร์, ค่ารถรับส่ง และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็ยังมีราคาที่สูงเกินกว่าที่ครอบครัวรายได้น้อยจะมีความสามารถในการหาเงินมารองรับค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้ ที่ถือเป็นอีกเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมเพดานค่าธรรมเนียมแฝงของโรงเรียน รวมไปถึงการร่วมมือกับสถาบันการเงินรัฐในการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ สำหรับการศึกษาโดยเฉพาะ เพื่อตัดวงจรหนี้นอกระบบ
เปิดเทอม 2569 คือภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทยที่กำลัง “ป่วย” พ่อแม่ผู้ปกครองกำลังแบกรับภาระหนักอึ้งเกินกว่าที่ไหล่สองข้างจะรับไหว หากปัญหาหนี้สินและค่าครองชีพในช่วงนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ก็อาจเห็นผลกระทบที่ตามมา คือ…อัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนั่นคือ…ต้นทุนที่แพงที่สุดที่ประเทศต้องจ่ายในอนาคต!



