ไทยเป็น 1 ในนั้น และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5 พันราย จาก 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ระนอง  กระบี่  ภูเก็ต ตรัง  สตูล  และพังงา  โดยเฉพาะพื้นที่พังงา มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุด

26 ธ.ค.68  ครบ 21 ปี เหตุสึนามิ ในมหาสมุทรอินเดีย ภัยเงียบใต้ท้องทะเลครั้งร้ายแรงที่สุดในเอเชีย จนถึงวันนี้มีความพร้อมแค่ไหน หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ จนก่อคลื่นยักษ์ขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะการเตือนภัย  “สัญญาณ” แรกที่จะทำให้ทุกคนรู้ตัว มีโอกาสอพยพหลบไปที่ปลอดภัยได้ทัน… “ทีมข่าวอาชญากรรม” พาสำรวจคืบหน้าความพร้อมหากเกิดเหตุขึ้นอีก กับ ผศ.ดร.ปานนท์ ลาชโรจน์ เลขาธิการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มต้นอธิบายสึนามิว่าเป็น “คลื่นยักษ์” ที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ท้องทะเลขนาดใหญ่กว่าระดับ 8 ขึ้นไป

โอกาสเกิด “สึนามิ” ในไทย

ผศ.ดร.ปานนท์ ชี้ว่าในต่างประเทศการเกิดภัยสึนามิมาจากสาเหตุอื่น เช่น อินโดนีเซีย คือ ภูเขาไฟระเบิด หรือภัยดินถล่ม แต่ ไทยการเกิดสึนามิจะมาจากกลไกเดียว คือ แผ่นดินไหวใต้ทะเล ขนาด 8.0 และเป็นความลึกที่ไม่เกิน 100 กม.

จากสถิติการเกิดขึ้นของ สึนามิจะกระจุกตัวกันอยู่ที่บริเวณเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย ตามแนวรอยเลื่อนซุนดา (Sunda) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ รอยเลื่อนดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่เมียนมาจนถึงอินโดนีเซีย และยังเชื่อมต่อกับ “รอยเลื่อนอาระกัน” ซึ่งอยู่ข้าง “รอยเลื่อนสะกาย” ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือน มี.ค.68  ดังนั้น หากถามว่าในอนาคตจะมีโอกาสเกิดสึนามิมากน้อยแค่ไหน  ยอมรับว่ามีน้อย แต่ไม่ใช่จะไม่เกิดขึ้นเลย

อย่างไรก็ตาม การจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้นคาดเดาค่อนข้างยาก ทั้งนี้ มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 260 ปีที่ก่อน บริเวณอาระกันแนวชายฝั่งเมียนมาที่เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ระดับ 9.0 และเกิดสึนามิ ซึ่งไทยยังกังวลเนื่องจาก “คาบ” การเกิดซ้ำอยู่ที่ 500 ปี จึงอาจเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในช่วงชีวิตเราด้วย

ส่วนบริเวณหมู่เกาะอันดามันที่เคยเกิดแผ่นดินไหวระดับ 5.8 ไม่ใช่ว่าจะเกิดในระดับ 8 ไม่ได้ เพราะในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้เป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง

“มองว่าหลังเกิดสึนามิ เมื่อปี 47 พลังงานที่สะสมยังคงอยู่ และหากให้คาดเดาจากข้อมูลสถิติ คาดว่ามีโอกาสเกิดสึนามิซ้ำ ไม่เกินร้อยละ 10 ในช่วง 50 ปีข้างหน้า”

ผศ.ดร.ปานนท์ ระบุ  ในพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิ 6 จังหวัดตามชายฝั่งอันดามันของไทย ตั้งแต่ ระนอง-สตูล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ฝึกซ้อมอพยพภัยสึนามิเกือบทุกปี พร้อมมองสิ่งสำคัญคือการฝึกซ้อมให้เสมือนเหตุการณ์จริง  ไม่ใช่เพียงเรียกมารวมตัวและเดินตั้งแถว เพราะจะไม่สะท้อนความเป็นจริงเมื่อเกิดเหตุต้องอพยพ ส่วนการเตือนภัย หลังสึนามิเมื่อปี 47 มีการจัดตั้ง ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  และสร้างเครือข่ายศูนย์ภัยพิบัติรอบมหาสมุทรอินเดีย เพื่อรับ-ส่งข้อมูลกัน โดยไทยแม้มีแค่คลื่นตรวจจับสึนามิ 2 ทุ่น แต่ศูนย์เตือนภัยพิบัติฯ สามารถรับข้อมูลทุ่นจากประเทศอื่นด้วย

Cell Broadcast การเตือนภัยวันนี้       

ในส่วนระบบแจ้งเตือนภัยแบบ Cell Broadcast ผศ.ดร.ปานนท์ ระบุ หัวใจหลักของการอพยพคือ “เวลา” ดังนั้นหากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่จนเกิดสึนามิ ถึงแม้ระยะทางค่อนข้างไกลกว่าจะมาถึง  แต่ถ้ารู้ได้เร็วก็จะลดความสูญเสียได้มากขึ้น  จึงมองว่า Cell Broadcast เป็นระบบที่จะช่วยตอบโจทย์การแจ้งข้อมูลที่รวดเร็ว

ขณะที่ “หอเตือนภัย” มีข้อจำกัด เพราะเสียงสัญญาณจะส่งได้เพียงระยะ 1 กม. ไม่ครอบคลุมเพียงพอที่ทุกคนในพื้นที่เสี่ยงจะได้ยิน โดยปัจจุบันหอเตือนภัยในพื้นที่ยังใช้การได้ปกติ  ส่วน Cell Broadcast จะเพิ่มการรับรู้ที่ชัดเจนและเร็วกว่า อย่างไรก็ตาม  การส่งข้อความแจ้งเตือนยังคงต้องมีการทดสอบ ทั้งพื้นที่ที่ได้รับข้อความ การส่งข้อความในภาพรวมหรือควรแยกส่งเป็นพื้นที่ เป็นจุดที่ปภ.ต้องเริ่มดำเนินการ

“เบื้องต้นมีการแบ่งหน้าที่ตาม SOP การแจ้ง  ข้อความแรกไม่เกิน 20 นาที และอธิบดี ปภ.มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนได้ในทันที เชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยเปลี่ยนทำให้หนีได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ เสนอเพิ่มเติมเรื่องรูปแบบการอพยพ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความแตกต่าง สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ทุกคนรู้จุดที่ต้องอพยพเมื่อเกิดเหตุ พร้อมสนับสนุนให้มีการอพยพในแนวดิ่งในบางพื้นที่ ยกตัวอย่าง การใช้โรงแรม สถานที่ราชการ หรืออาคารที่มีความสูงเกิน 3 ชั้นขึ้นไป และมีชั้นดาดฟ้า เป็นต้น

หลังผ่านไป 20 ปี พื้นที่ที่เคยเกิดสึนามิมีความหนาแน่นของจำนวนสิ่งปลูกสร้างชายฝั่งมากขึ้น ทั้งในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต และพื้นที่เขาหลัก รวมถึงหาดอื่นๆ ใน จ.พังงา การสร้างความตระหนักแก่คนท้องถิ่น  ให้ข้อมูลจุดอพยพกับนักท่องเที่ยว และคนต่างถิ่น จึงสำคัญ

สำรวจเสียง “ซ้อมเตือน”

นายอมรเทพ  ปรีคำ  นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญพิเศษ รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พังงา  ให้ข้อมูลว่า  ปัจจุบันหอเตือนภัยในพังงา มี 27 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิทั้งหมด และยังใช้งานได้ปกติ  ทุกวันพุธของสัปดาห์จะมีการทดสอบสัญญาณด้วยการเปิดเพลงชาติในเวลา 08.00 น. และจะซ้อมอพยพเหตุสึนามิเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.

ที่ผ่านมาเคยส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัยสึนามิ 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 11 เม.ย.55 เวลา 15.39 น. เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 6.8 บริเวณเกาะสุมาตรา ศูนย์เตือนภัยพิบัติฯ จึงเปิดสัญญาณเตือนภัยให้อพยพไปจุดปลอดภัย

การซ่อมบำรุงหอเตือนภัยจะดำเนินการปีละ 1 ครั้ง แต่หากพบว่ามีการชำรุดก่อนวงรอบก็จะซ่อมแซมให้ใช้งานได้ปกติภายใน 1 สัปดาห์ พร้อมยอมรับหลายพื้นที่มีการขยายตัวของชุมชน ทำให้เสียงจากหอเตือนภัยไม่ครอบคลุมทุกจุด  แต่ ปภ.พัฒนาระบบ Cell Broadcast การแจ้งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในพื้นที่เสี่ยง ทำให้มองว่าในอนาคตการแจ้งเตือนจะเข้าถึงทุกคนมากขึ้น

โมเดลรับมือสึนามิญี่ปุ่น

รศ.ดร.อนวัช สรรพศรี อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติสถาบันวิจัยนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ภัยพิบัติ (IRIDeS) มหาวิทยาลัยโทโฮกุ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า หลังเกิดสึนามิ นักวิชาการและนักวิจัยลงพื้นที่เก็บ “ตะกอนสึนามิ” ที่เมื่อเกิดภัยคลื่นมวลน้ำจะดันเศษวัสดุ ดิน ทราย จากใต้ทะเลกระทบฝั่งเกิดเป็นตะกอนชั้น ๆ จากนั้นจะนำเศษดินและทรายมาตรวจ “ค่าอายุ” ของชั้นดิน เพื่อคำนวณการเกิดคลื่นสึนามิ

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากการคำนวณ พบว่ารอบการเกิดคลื่นสึนามิ หรือแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในลักษณะนี้มีรอบการเกิดอยู่ที่ประมาณ 550-700 ปี

สำหรับระบบแจ้งเตือนสึนามิในญี่ปุ่น สำนักงานจัดการภัยพิบัติและการบรรเทาทุกข์แห่งญี่ปุ่น (FDMA) จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ซึ่งจะมีระบบ J-Alert หรือ Japan’s Emergency Warning System โดยลิงก์กับช่องข่าว มีการส่งสัญญาณแจ้งประชาชนทั่วประเทศเมื่อเกิดเหตุร้ายแรง เช่น แผ่นดินไหว  สึนามิ หรือสภาพอากาศรุนแรง  ซึ่งใช้หลายช่องทางกระจายข้อมูล เช่น โทรศัพท์มือถือ  โทรทัศน์  วิทยุ และลำโพงสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยี AI มาช่วยประมวลผลคาดการณ์น้ำท่วมจากคลื่นสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งแบบเรียลไทม์  ทำให้สามารถคาดการณ์สภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ชายฝั่งก่อนขึ้นฝั่งได้ด้วยความละเอียดเชิงพื้นที่สูง สามารถรับข้อมูลพยากรณ์น้ำท่วมอย่างละเอียด แม่นยำ และรวดเร็วขึ้นสำหรับพื้นที่เฉพาะเจาะจง

สำหรับการเตรียมพร้อมของไทย มองว่าหน่วยงานทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่นต้องมีความรู้พื้นฐานภัยสึนามิให้มากพอ โดยเฉพาะส่วนกลางต้องมีข้อมูลที่ทันสถานการณ์จากหลายที่มาเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ขณะท้องถิ่นที่รู้พื้นที่ตัวเองดีอยู่แล้วก็ให้อำนาจตัดสินใจ และต้องซักซ้อม เตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถรับมือและจัดการสถานการณ์ได้เองในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องมีส่วนกลาง

เสียงชาวบ้านพื้นที่เสี่ยง

นายประธาน ลายลักษณ์  แกนนำชาวบ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา แสดงความเห็นถึงการแจ้งอพยพในพื้นที่ว่ายังถือว่าล่าช้า ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหากไม่ได้เปิดดูก็จะไม่ทราบ จึงอยากให้เปลี่ยนเป็นการโทรเข้าแทน เพื่อทำให้ผู้นำชุมชนสามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าควรจะอพยพหรือไม่  รวมถึงต้องสื่อสารกับชาวต่างชาติผ่านล่าม หรือหัวหน้าแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ให้เตรียมพร้อมหรืออพยพ

ส่วนการซักซ้อม ท้องถิ่นยังคงให้ความสำคัญและจัดสรรงบประมาณ แต่มีปัญหาเพราะบางคนมีภาระงาน ทำให้เป็นการส่งตัวแทนของแต่ละบ้านมาซ้อมเท่านั้น รวมถึงอยากให้ทำความเข้าใจกับกลุ่มนักท่องเที่ยวให้เข้าร่วมซ้อมอพยพหนีภัย และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เมื่อเข้าพื้นที่เสี่ยงว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ด้าน น.ส.จิรภา เลิศกุลธน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเขาหลัก จ.พังงา  ยอมรับยังไม่รู้สึกกังวลเรื่องภัยสึนามิ เพราะเรียนรู้วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุ รวมถึงมีแอปพลิเคชันเตือนภัย โดยช่วงหลังเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ กระตือรือร้น ซักซ้อมอพยพ  ซึ่งเป็นผลจากเหตุแผ่นดินไหวช่วงต้นปีใน กทม.

พร้อมมองการซ่อมแซม ดูแลรักษาเสาสัญญาณเตือนภัยให้พร้อมใช้งานได้ตลอด และซ้อมเตือนเป็นประจำเพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการยังเชื่อมั่นว่าใช้งานได้ ขณะเดียวกันขอปรับปรุงทางออกฉุกเฉินเมื่อเผชิญเหตุจะได้สะดวกมากขึ้นด้วย.

 ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน