เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 68 นาย Kang Rithkiry อดีตทนายความของศาลพิเศษคดีเขมรแดง (ECCC) ได้โพสต์บทวิเคราะห์เชิงยุทธการผ่านโลกโซเชียล โดยระบุถึงผลการสังเกตการณ์การสู้รบระหว่างกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทยตามแนวชายแดน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่วิกฤต “สงคราม 5 วัน” จนถึงปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญดังนี้:
1. สถานการณ์ปัจจุบันและการตรึงกำลัง: เขาระบุว่าจากรายงานของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาและสื่อท้องถิ่นของไทย ผลลัพธ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยทหารกัมพูชายังคงสามารถรักษาฐานที่มั่นเดิมไว้ได้ แม้จะมีการสู้รบอย่างหนักมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว
2. กลยุทธ์ “Classic” ของกองทัพไทย: Rithkiry วิเคราะห์ว่าฝ่ายไทยใช้ยุทธวิธีเดิมๆ ที่เป็นรูปแบบมาตรฐาน (Classic Strategy) คือการระดมยิงปืนใหญ่ (Artillery) เข้าใส่ที่มั่นของกัมพูชาอย่างรุนแรงเพื่อบดขยี้แนวป้องกัน จากนั้นจึงเคลื่อนกำลังทหารราบโดยมีการสนับสนุนจากรถถัง ยานเกราะ และยานยนต์รบ (Combat Vehicles) เพื่อหวังเข้ายึดพื้นที่

3. การตอบโต้จากฝั่งกัมพูชา: ในส่วนของกองทัพกัมพูชา ได้ใช้ยุทธวิธีตั้งรับและตอบโต้ด้วยการอาศัยเลณដ្ឋាន (Trenches) หรืออุโมงค์สนามเป็นที่หลบภัยเพื่อรักษาชีวิตกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ก่อนจะระดมยิงสวนกลับด้วยอาวุธหนักทุกประเภท โดยเฉพาะ เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ BM-21 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการโจมตีกองทัพไทยที่บุกเข้ามาในที่โล่ง ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับความสูญเสียจนต้องถอยร่นออกไป
4. บทสรุปสถานการณ์รบ: บทวิเคราะห์ระบุเพิ่มเติมว่า จนถึงขณะนี้กองทัพไทยได้งัดทุกวิถีทางออกมาใช้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในสมรภูมิได้ตามที่ต้องการ แม้ในบางจุดทหารกัมพูชาจะมีการถอยร่นออกไปบ้างตามหลักยุทธวิธีเพื่อรักษาความสูญเสีย แต่เมื่อฝ่ายไทยเผยตัวออกมา กัมพูชาก็จะใช้ปืนใหญ่และ BM-21 ถล่มซ้ำจนฝ่ายไทยต้องถอนกำลัง และกัมพูชาก็จะกลับเข้ายึดพื้นที่เดิมอีกครั้ง
อดีตทนายเขมรแดงสรุปทิ้งท้ายว่า จากการสู้รบที่วนเวียนเป็นวงจรเช่นนี้ตลอดระยะเวลากว่า 15 วัน สามารถสรุปได้ในเบื้องต้นว่า “กองทัพกัมพูชามีศักยภาพในการต้านทาน (Resistance) ต่อกองทัพไทยได้อย่างแข็งแกร่ง”



