ศึกเซปักตะกร้อ ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ยิมเนเซียม 4,000 ที่นั่ง ศูนย์กีฬาเทศบาลนคร จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 68 ชิงชัย 2 เหรียญทองสุดท้าย ประเภททีมเดี่ยวหญิง รอบชิงชนะเลิศ ไทย พบกับ เวียดนาม ปรากฏว่า ทีมตะกร้อสาวไทย ยังฟอร์มเยี่ยมเป็นฝ่ายเอาชนะแบบไม่ยาก 2-0 เซต 15-10, 15-6 คว้าเหรียญทองมาครองและเป็นเหรียญทองที่ 4 ของตะกร้อหญิงไทย ในซีเกมส์ครั้งนี้

ขณะที่ ประเภททีมเดี่ยวชาย รอบรองชนะเลิศ หนุ่มไทย พลิกล็อกพลาดท่าพ่ายให้กับเวียดนาม 1-2 เซต 13-15, 15-6, 9-15 พลาดเข้าชิงเหรียญทอง ในบ้านตัวเองอย่างเหลือเชื่อ จากผลดังกล่าวทำให้ ทีมตะกร้อชายไทย พลาดเหรียญทองทุกรายในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนี้
สรุป ทีมตะกร้อไทย ทำได้ทั้งหมด 6 เหรียญทอง, 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง
หลังเกม “โจ้หลังเท้า” พ.ท.ต.สืบศักดิ์ ผันสืบ กรรมการบริหารสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้จัดการทีมตะกร้อไทย กล่าวว่า การที่ตะกร้อหญิง ทำได้ 4 เหรียญทอง ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย แต่เรารู้ว่าไม่ง่าย ต้องขอบคุณนักกีฬาที่ช่วยกันเล่น

“จะเห็นได้ว่าการเก็บตัวมา 10 เดือน เราได้นักกีฬาที่ดี มีคุณภาพ สามารถคุม สั่งการรูปแบบการฝึกซ้อมได้สมกับเป็นนักกีฬาทีมชาติ ผมได้บอกกับนักกีฬาตลอด เพราะการที่ผมเป็นนักกีฬาเก่า ว่าการซ้อมกับการแข่งเป็นคนละเรื่องกัน การแข่งขันมีความกดดันทั้งจากกองเชียร์ จากสื่อมวลชน สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ดังนั้นทุกคนต้องซ้อมให้เหมือนแข่ง ต้องซ้อมด้วยความเครียด ความกดดัน ต้องถามตัวเองทุกวันว่าวันนี้เราพัฒนาขึ้นมากแค่ไหน หรือต้องปรับปรุงตรงจุดไหน ยิ่งการเล่นในบ้านเราเอง แม้ว่าจะมีเสียงเชียร์เยอะ แต่จะมีความกดดันแฝงอยู่ด้วยว่าเราไม่อยากเล่นพลาด”
“ส่วนเรื่องที่ทีมชาย ไม่ได้เหรียญทองเลย ผมในฐานะรุ่นพี่ ผมคงพูดแค่คำว่าเสียดาย ความจริงเหรียญทองไม่ง่าย แต่ไม่ได้ยากเกินไป เมื่อมันผ่านไปแล้วคงพูดได้แค่เสียดาย อย่างที่บอกว่าทุกการแข่งขันมีความกดดัน ใครไม่เคยเล่นให้ทีมชาติ ไม่มีทางรู้ว่ากดดันแค่ไหน”
“ดังนั้นเราต้องจริงจังตั้งแต่วันแรกที่ซ้อม เพื่อเอาชนะความกดดันให้ได้ แน่นอนว่ามวยรองเจอกับเราเขาเล่นสบาย เราเป็นมวยต่อเล่นยากอยู่แล้ว ถ้าเราเล่นได้ไม่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป คงเป็นงานยากที่จะเอาชนะคู่แข่ง ครั้งหน้าเราจะไปเล่นเอเชียนเกมส์ ถามว่าเป็นห่วงไหม ต้องยอมรับว่าเป็นห่วง โดยเฉพาะทีมชายเราต้องไปคุยรายละเอียดอีกครั้งว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร เนื่องจากครั้งหน้าเป็นเหรียญใหญ่ของเรา เราไม่อยากแพ้ใครอยู่แล้ว ซึ่งเรามีเวลาก่อนจะถึงเอเชียนเกมส์ เราต้องรีบคิด รีบคุย วางแผนเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ”
“ต้องยอมรับตะกร้อชายไทยนั้น เป็นกระแสของสังคมตลอด ต้องขอบคุณหลาย ๆ กระจกที่สะท้อนมายังพวกเรา จากนี้เราต้องพยายามซ้อมแบบให้มีความเครียดทั้งปี เพราะที่ผ่านมาพอซ้อมแล้วก็จบ เพื่อที่โค้ชจะได้เห็นว่านักกีฬาคนไหนสามารถเล่นได้ในสภาวะที่มีความเครียด ที่เราซ้อมกันมาเป็นปี เราไม่ได้เห็นว่านักกีฬาเล่นดีหรือไม่ดีในเวลาที่มีความเครียด” โจ้หลังเท้า กล่าว



