เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.68 ตามนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วย ชุดเฉพาะกิจกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ฉก.ทส.) นำโดย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผอ.สำนักอุทยานฯ นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน นายคณิน ทองก้อน ปลัดอำเภอแก่งกระจาน นายฉลอง ทองสงฆ์ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ ระหว่างวันที่ 19–20 ธ.ค.68 กรณีได้รับเรื่องร้องเรียน นายทุนเข้ามาทำเกษตรทุเรียนแปลงใหญ่ โดยสวมสิทธิพื้นที่ตามมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562

จากการตรวจสอบ พบพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำผิด 2 ราย รายที่ 1 พบขยายพื้นที่บุกรุกใหม่ กรณีแปลงทำกินตามมาตรา 64 ของเจ้าของเดิม เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา ตรวจพบ มีการให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย เข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่ และมีการขยายพื้นที่บุกรุกใหม่เพิ่มเติมประมาณ 1 ไร่ จากการตรวจสอบย้อนหลัง เมื่อวันที่ 21 พ.ย.68 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุลักลอบล่าสัตว์ป่าบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง พบการปลูกทุเรียนในแปลงดังกล่าว

ต่อมามีบุคคล แสดงตนเป็นผู้ใช้พื้นที่ และให้ถ้อยคำยอมรับว่า ได้เข้ามาทำกินในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการแบ่งผลประโยชน์กันเป็นรายปี กระทั่งวันที่ 19 ธ.ค.68 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอีกครั้ง พบแรงงานต่างด้าวเป็นลูกจ้างทำงานอยู่ในพื้นที่ และให้ข้อมูลตรงกันว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของนายทุนรายดังกล่าว เมื่อทำการรังวัดด้วยเครื่อง GPS พบมีการบุกรุกพื้นที่ป่านอกเขตมาตรา 64 เพิ่มขึ้นจริง

รายที่ 2 สวนทุเรียนในพื้นที่ สวมสิทธิแปลงมาตรา 64 แปลงใหญ่ ใช้น้ำต้นน้ำปราณบุรีจำนวนมาก ซึ่งเดิมเป็นแปลงมาตรา 64 ของเจ้าของเดิม 19 ราย มีเนื้อที่รวม 241 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา แม้ไม่พบการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม แต่พบการซื้อขาย เปลี่ยนมือ และให้ผู้อื่นเข้าครอบครองแทน ซึ่งขัดต่อกฎหมาย

การตรวจสอบครั้งนี้ มีต้นเหตุมาจากประชาชนร้องเรียนปัญหาการแย่งชิงน้ำดิบจากแม่น้ำปราณบุรี ซึ่งมีต้นกำเนิดจากผืนป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบว่ามีการดูดน้ำจากแม่น้ำตลอดทั้งวัน ด้วยเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 3 จุด มีบ่อพักน้ำ 4 บ่อ ใช้น้ำปริมาณมากในสวนทุเรียน ส่งผลกระทบต่อชุมชนปลายน้ำอย่างชัดเจน ตรงตามข้อร้องเรียนว่าทำให้แม่น้ำปราณบุรีแห้ง ไม่สามารถใช้น้ำได้ตลอดปี

จึงแจ้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดีตามกฎหมาย การกระทำของทั้งสองกรณี เข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 19 (1) ฐานยึดถือ ครอบครอง แผ้วถาง ทำให้พื้นที่เสื่อมสภาพ (รายที่ 1) มาตรา 19 (2) ฐานทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมสภาพ (รายที่ 2) มาตรา 19 (6) ฐานเข้าไปดำเนินกิจการเพื่อหาผลประโยชน์ในเขตอุทยานโดยไม่ได้รับอนุญาต (ทั้ง 2 ราย) รวมถึงฝ่าฝืน พระราชกฤษฎีกามาตรา 64 ซึ่งห้ามโอนหรือให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกครัวเรือนเข้าทำกิน และส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน ดำเนินคดี.