เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. เพจ Tensia ซึ่งเป็นเพจของแพทย์ผู้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ได้เผยแพร่เรื่องราวกรณีศึกษาทางการแพทย์ของหญิงวัย 73 ปี ที่ประสบภาวะ “เห็นหน้าแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร” ทั้งที่ยังสามารถจดจำเหตุการณ์ วันเวลา และรายละเอียดอื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
ตามข้อมูลระบุว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวเคยใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย รู้จักผู้คนในชุมชนเป็นอย่างดี ก่อนเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน จะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic stroke) ซึ่งส่งผลต่อสมองบริเวณกลีบท้ายทอยฝั่งขวา แม้จะผ่านพ้นช่วงวิกฤติมาได้โดยไม่เกิดอัมพาตหรือปัญหาด้านการพูด แต่กลับมีปัญหาการมองเห็น ลานสายตาหายไปบางส่วน ซึ่งค่อยๆ ดีขึ้นในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นผู้ป่วยเริ่มพบเหตุการณ์ผิดปกติซ้ำๆ โดยเฉพาะเวลาพบปะผู้คน เธอสามารถได้ยินเสียง รู้สึกคุ้นเคย และจำชื่อได้ แต่เมื่อมองใบหน้ากลับไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร แม้จะเป็นเพื่อนบ้าน ญาติ หรือคนที่รู้จักกันมานานหลายสิบปี โดยผู้ป่วยอธิบายความรู้สึกว่า “หน้าเหมือนคนแปลกหน้า แต่เสียงเหมือนคนรู้จัก”
อาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นแม้เวลาจะผ่านไปนานกว่าหนึ่งปี ทำให้ผู้ป่วยเกิดความกังวลว่าตนเองอาจเป็นโรคสมองเสื่อม จึงเข้ารับการตรวจรักษาเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล ซึ่งผลการตรวจพบว่าระดับความรู้สึกตัว การรับรู้ภาษา ความจำทั่วไป และคะแนนคัดกรองสมอง (MMSE) อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีภาวะอ่อนแรงหรือความผิดปกติทางระบบประสาทอื่น
แพทย์จึงทำการทดสอบเฉพาะทางด้านการจดจำใบหน้า โดยใช้ภาพถ่ายบุคคลที่มีชื่อเสียง พบว่าผู้ป่วยสามารถแยกเพศและประเมินอายุได้อย่างถูกต้อง แต่ไม่สามารถบอกชื่อบุคคลเหล่านั้นได้เกือบทั้งหมด แม้จะเป็นบุคคลที่เคยเห็นผ่านสื่อซ้ำๆ เป็นเวลาหลายปี
จากการตรวจ MRI สมอง พบร่องรอยสมองขาดเลือดเรื้อรังบริเวณด้านหลังของสมองฝั่งขวา ในเขตหลอดเลือด posterior cerebral artery (PCA) ลุกลามถึงบริเวณ occipitotemporal region ซึ่งเป็นตำแหน่งของ fusiform face area (FFA) ศูนย์ประมวลผลการจดจำใบหน้า
แพทย์จึงสรุปการวินิจฉัยว่า ผู้ป่วยมีภาวะ Prosopagnosia หรือ “บอดเฉพาะใบหน้า” ซึ่งไม่ใช่การมองไม่เห็นหรือความจำเสื่อม แต่เป็นความผิดปกติที่สมองไม่สามารถเชื่อมโยงภาพใบหน้ากับตัวตนและความทรงจำของบุคคลนั้นได้
ทั้งนี้ แพทย์ได้ฝากข้อคิดจากกรณีดังกล่าวว่า การจดจำใบหน้าเป็นทักษะเฉพาะของสมอง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของความจำทั่วไป และโรคหลอดเลือดสมองแม้จะไม่ก่อให้เกิดอัมพาตเสมอไป แต่สามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคมอย่างลึกซึ้ง โดยที่คนรอบข้างอาจไม่เข้าใจ พร้อมย้ำว่าสมองทำงานเป็นเครือข่าย และความเสียหายเพียงจุดเดียว อาจเปลี่ยนมุมมองของผู้ป่วยต่อโลกทั้งใบไปตลอดชีวิต



