ความคืบหน้าคดีอุกอาจบนทางด่วนประชาชื่น ก่อนฟ้าสางวันที่ 23 ธ.ค. 68 ซึ่งนายอนุวรรตน์ ญาตินิยม อายุ 34 ปี ถูกยิงเสียชีวิตบนทางด่วนพิเศษศรีรัช ล่าสุดตำรวจนครบาลจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว คือ นายสงกรานต์ พานภู่ หรือ “กาน เวลไฟร์” อายุ 37 ปี หลังหลบหนีข้ามจังหวัดไปซ่อนตัวบนเกาะช้าง จังหวัดตราด โดยตำรวจยืนยันเป็นการก่อเหตุเพียงลำพัง ไม่มีผู้ร่วมก่อเหตุ และเป็นการกระทำที่มีเจตนาเล็งเห็นผลถึงชีวิต
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 25 ธ.ค. ที่สถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 พ.ต.อ.ฤทธี ปานดำ รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.ศักดิเดช กัมพลานุวงศ์ ผกก.สน.ประชาชื่น พ.ต.อ.อธิบดี เสริมสุข ผกก.สส.บก.น.2 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.สส.บช.น., กก.สส.บก.น.2 และสน.ประชาชื่น ร่วมกันสอบปากคำ นายสงกรานต์ พานภู่ หรือ “กาน เวลไฟร์” อายุ 37 ปี ผู้ต้องหา พร้อมของกลางอาวุธปืน แม็กกาซีน ขนาด 9 มม. สีดำ มีทะเบียน จำนวน 1 กระบอกที่ใช้ก่อเหตุ และเครื่องกระสุน จำนวน 39 นัด แล้วนั้น

พล.ต.ท.สยาม เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ต้องหาไปดื่มสุรากับเพื่อนรวม 4 คน ที่ร้านอาหารในพื้นที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยใช้รถตู้โตโยต้า เวลไฟร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน 2 กผ 7778 กรุงเทพมหานคร หลังดื่มเสร็จ ผู้ต้องหารีบแยกย้ายกลับ เนื่องจากภรรยาโทรศัพท์มาตาม และได้ขับรถไปส่งเพื่อนทั้งสามคนที่บ้าน ก่อนขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านพักในจังหวัดชลบุรี
ผู้ต้องหาขับรถมาตามถนนงามวงศ์วาน เพื่อขึ้นทางด่วนบริเวณด่านประชาชื่น แต่เนื่องจากไม่ชำนาญเส้นทาง ประกอบกับอยู่ในอาการมึนเมา ทำให้ขับรถผิดช่องทาง โดยชิดซ้ายซึ่งเป็นช่องลงประชานุกูล ก่อนพยายามปาดเข้าเลนขวาเพื่อขึ้นทางด่วน ส่งผลให้เกิดเหตุปาดหน้ากับรถของผู้เสียชีวิต ซึ่งขับมาพอดี และมีการโต้เถียงกันเล็กน้อย
จากนั้นผู้ต้องหาได้ขับรถไปชำระค่าผ่านทาง และหยิบอาวุธปืนที่พกติดตัวมา ก่อนขับรถไปชะลอเทียบกับรถของผู้ตาย ซึ่งขณะนั้นยังเปิดกระจกอยู่ แล้วใช้อาวุธปืนยิงใส่รถผู้ตายจำนวน 3 นัด ก่อนเร่งเครื่องหลบหนีลงทางด่วนบริเวณถนนพหลโยธิน

ภายหลังการก่อเหตุ ผู้ต้องหาได้นำรถไปจอดทิ้งไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม และเปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียนรถ โดยในรถพบว่ามีป้ายทะเบียนสำรองเตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการสับเปลี่ยนใช้เป็นประจำ ผู้ต้องหาอ้างว่าเตรียมไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไฟแนนซ์หรือเต็นท์รถติดตามยึดรถคืน เนื่องจากยังไม่ได้ผ่อนชำระครบ
จากนั้นผู้ต้องหาเรียกรถแท็กซี่หลบหนีหลายต่อ โดยเริ่มจากพื้นที่เชียงราก จังหวัดปทุมธานี มุ่งหน้าไปทางจังหวัดระยอง มีเจตนาจะหนีไปเกาะล้าน แต่เปลี่ยนใจเดินทางไปเกาะช้าง จังหวัดตราด และประสานให้ภรรยาและบุตรเดินทางไปพบเพื่อหลบหนีต่อ
อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ประสานงานกับตำรวจภูธรในพื้นที่ จ.ตราด ก่อนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่บริเวณสะพานคึกฤทธิ์ บนเกาะช้าง ขณะหลบซ่อนอยู่ใต้สะพาน โดยมีภรรยาและบุตรอยู่ด้านบน

จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ และพาเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดทิ้งอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ เบื้องต้นอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจยิงให้เสียชีวิต แต่ พล.ต.ท.สยาม ระบุว่า จากพฤติการณ์ใช้อาวุธปืนยิงในระยะใกล้ถึง 3 นัด ถือเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผลถึงชีวิต คำกล่าวอ้างว่าไม่เจตนาฆ่าไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน
ผลการตรวจปัสสาวะผู้ต้องหา พบสารเมทแอมเฟตามีน แสดงว่าขณะก่อเหตุอยู่ในอาการมึนเมาทั้งสุราและยาเสพติด นอกจากนี้จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง ตั้งแต่จุดเกิดเหตุ จุดเปลี่ยนป้ายทะเบียน จนถึงจุดทิ้งรถ พบว่ามีผู้ต้องหาเพียงคนเดียวอยู่ในรถ ไม่มีบุคคลอื่นร่วมก่อเหตุ
สำหรับอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ เป็นปืนมีทะเบียน โดยเจ้าของเดิมเสียชีวิตไปแล้วกว่า 4 ปี ผู้ต้องหาอ้างว่าได้รับมอบมา และเคยฝึกซ้อมยิงปืนที่สนามยิงปืนในจังหวัดชลบุรี ทำให้มีความชำนาญในการใช้อาวุธ
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ยื่นขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับนายสงกรานต์ ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พยายามฆ่า และ พ.ร.บ.อาวุธปืน” พร้อมเร่งขยายผลตรวจสอบประเด็นการใช้ป้ายทะเบียนปลอม รวมถึงความเชื่อมโยงกับหมายจับคดีพยายามฆ่าอีก 1 หมาย ที่ผู้ต้องหาเคยก่อเหตุไว้ก่อนหน้านี้ ตลอดจนตรวจสอบว่ามีการใช้รถหรือทะเบียนปลอมเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นหรือไม่
ตำรวจยืนยันว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นตัวผู้ต้องหาที่แท้จริง มีพยานบุคคล หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และผลตรวจเขม่าดินปืนยืนยันชัดเจน ไม่ใช่การจับผิดตัวตามกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล พร้อมย้ำจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดตามกฎหมาย.



