พรรคภูมิใจไทย ได้เปิดตัวนโยบายไปเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.68 ดูแล้ว“เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะตื่นเต้นและมีความพร้อมสู้สุดกับศึกเลือกตั้งในครั้งนี้มาก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่การเลือกตั้งแบ่งเป็น 3 ขั้ว  “แดง -ส้ม -น้ำเงิน” อีกทั้งการที่พรรคภูมิใจไทยได้บริหารประเทศในช่วง 96 วันก่อนหน้านี้ กับการบริหารงานที่โดดเด่น ชัดเจน ไม่ทำตัวเป็น“รัฐบาลขัดตาทัพ”แค่รอยุบสภา ทำให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้น จนน่าจะกลายเป็นพรรคหลักที่ประกาศตั้งรัฐบาลเองได้

“เสี่ยหนู” กล่าวบนเวทีระหว่างการเปิดตัวนโยบายพรรค ว่า “วันนี้พรรคมีความมั่นใจ มีความพร้อมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญที่สุดตั้งแต่มีพรรคภูมิใจไทยมา เพราะเป็นครั้งแรกที่พวกเรารู้สึกได้ว่า ประชาชนชาวไทยตั้งความคาดหวังไว้สูงกับการทำงานของพรรค  พรรคกล้าเสนอคำว่า “พูดแล้วทำ พลัส”  เพราะวันนี้พรรคมีความพร้อมสูงสุดทุกด้าน จึงสามารถพูดสิ่งที่ใหญ่กว่าเดิม ครบกว่าเดิม ทำได้จริง และทำได้เลย

ซึ่งนโยบายประชานิยมจะได้รับเสียงตอบรับเร็ว โดย“เสี่ยหนู” อ้อนขอประชาชนว่า ได้ทำโครงการ “คนละครึ่งพลัส”  ที่ยังติดประชาชนอยู่คนละ 2,400 บาท ขอให้พรรคภูมิใจไทยได้มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ให้พวกท่าน แน่นอนว่าโครงการนี้จะกลับมาแบบไม่ธรรมดา เพราะมีคำว่า “พลัส”  กลับไปด้วย พรรคเลือกนโยบายที่เป็นที่ถกเถียงมาพูดให้ชัดเจน อันหนึ่งคือเรื่องเกณฑ์ทหาร จะเปลี่ยนเป็น“ทหารอาสา”รับใช้ชาติอย่างสมัครใจ เงินเดือน 12,000 บาท จ้าง 4 ปี 

การเปิดตัวนโยบายของภูมิใจไทย“ชิงความได้เปรียบ” โดยบอกว่าพรรคสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายประจำได้ จากคำพูดหัวหน้าพรรค “เรามีความสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนต่างๆ อย่างมีเอกภาพ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับข้าราชการ- กองทัพ ”ด้านความมั่นคง ยังไม่รู้ว่า การเจรจาหยุดยิงสัมฤทธิ์ผลเมื่อไร ไปจนถึงการจัดการชายแดนหลังความขัดแย้ง จะให้รีบออกมาตั้งคำถาม“ทหารมีไว้ทำไม” ให้เกิดความขัดแย้งคงไม่ดี  

สิ่งที่เรียกคะแนนนิยมให้ “เสี่ยหนู” ก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การดึง 3 รัฐมนตรีที่กระแสสังคมพอใจมาทำงาน แต่คือการ“ปล่อยซีน”ให้โควตาคนนอกแสดงฝีมือเต็มที่ ทำงานกับพรรคแต่ไม่ได้โดนพรรคครอบ ชูนโยบายการต่างประเทศที่แต่ละพรรคไม่ค่อยขายนัก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะไทยมีบทบาทในประชาคมโลก สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2  เสนอยุทธศาสตร์ที่สถานทูตไทยทั่วโลกต้องทำงานด้านเศรษฐกิจอย่างมีเป้าหมายด้วย

“เสี่ยหนู” ปิดจบงานด้วยการบอกว่า “ขอรับรองว่าประชาชนจะพ้นจากความกังวล ความหวาดกลัวในทุกเรื่อง เมื่อพรรคภูมิใจไทยได้กลับเข้าไปเป็นรัฐบาล มีคำถามระหว่างการแถลงบนเวทีจากโซเชียลมีเดีย ว่า เอาคนเก่งมาหมดเลย แล้วมึงจะเป็นนายกรัฐมนตรีทำไม  ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะให้คนเก่งเหล่านี้ได้มาทำงานด้วยกัน  เราจะรวมพลังกันทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจำ ภาคเอกชน สร้างบ้านแปงเมืองให้ไทยมีอนาคตที่สดใส มั่นคง มั่นคง ยั่งยืน”

ตรงนี้เกือบสวยแต่มีจุดสะดุด เพราะ “เสี่ยหนู” มุ่งขายรัฐมนตรีคนนอก 3 คน ขณะที่คนในพรรคหลายคนบทบาทและความสามารถยังไม่โดดเด่น คนหนึ่งที่ต้องปรับตัวคือ “เลขาฯนก” ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ที่ทำ“งานเข้า”พรรคเรื่อยๆ เช่น เรื่องสินบน รมว.ดีอี ต้องทำบทบาทให้เด่นเรื่องปราบสแกมเมอร์ และขณะเดียวกัน ต่อไป พรรคภูมิใจไทยยังต้องตอบคำถามเรื่อง“การเป็นพรรคดูด” หวังแค่รวมบ้านใหญ่เพื่อคะแนนเสียง หรืออยาก เอาคนเก่งมาทำงานจริงๆ 

ดังนั้นการหาเสียงจากนี้ไปจะเข้มข้นขึ้น ต้องกระจายบทบาทลูกพรรค ไม่ใช่หวังพึ่งแค่ “หัวหน้า” กับ “3 รมต.คนนอก”.