การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปีหน้านี้ ไม่ได้มีเพียงแค่การประชันนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองที่มีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นเรื่องของ “จุดยืน” ของพรรคการเมืองที่หลายฝ่ายต่างจับตา โดยเฉพาะการประกาศชัดตั้งแต่วันนี้ว่า “ใครจะจับมือกับใคร” หรือ “ใครคือคนต้องห้าม” เพื่อแสดงจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรคให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้พิจารณา ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องตัดสินใจ “เลือกข้าง” อย่างชัดเจน
3 คู่พรรคการเมือง เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ!
จากการประกาศจุดยืนล่าสุด เราสามารถแบ่งอุดมการณ์ หรือจุดยืนทางการเมืองออกเป็น 3 ขั้วใหญ่ๆ ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางรัฐบาลใหม่ ดังนี้..
ประชาธิปัตย์ยุค “อภิสิทธิ์” ชูธง “การเมืองสุจริต”
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้รับมติให้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคยาว 4 ปี ได้ประกาศจุดยืน
-ไม่ร่วมสังฆกรรมกับ “พรรคกล้าธรรม” นายอภิสิทธิ์ย้ำว่านี่ไม่ใช่แค่วาทกรรม แต่คือการทำตามเสียงประชาชนที่ต้องการเห็น “การเมืองสุจริต” และปกป้องฐานเสียงชนชั้นกลาง
-เงื่อนไขการร่วมรัฐบาล พร้อมจับมือกับพรรคที่เน้นเศรษฐกิจและวิสัยทัศน์ชัดเจน แต่ “ไม่เอา” พรรคที่สร้างความแตกแยกหรือแก้ไขมาตรา 112
-‘อภิสิทธิ์’ ปัดสร้างวาทกรรมไม่จับมือ ‘กล้าธรรม’ ยันทำตามเสียงประชาชน
พรรคประชาชนยืนหยัดอุดมการณ์ “มีเรา ไม่มีเทา”
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำพรรคประชาชน (ปชน.) แสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยระบุชัดว่าไม่ต้องการเสียงสนับสนุนจากฝั่งที่มีข้อครหาเรื่อง “ทุนสีเทา” แม้แต่ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
ภูมิใจไทย เส้นตายที่ “มาตรา 112”
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กางปีกปกป้องสถาบันฯ โดยยื่นคำขาดว่า ตราบใดที่พรรคประชาชนยัง “หมกมุ่น” กับการแก้ไข ม.112 ภูมิใจไทยจะไม่มีวันร่วมรัฐบาลด้วยอย่างแน่นอน
-‘อนุทิน’ประกาศไม่ร่วมตั้งรัฐบาลกับ ‘พรรคประชาชน’
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการออกมาประกาศจุดยืนในการจับมือจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม แต่ “การเลือกตั้ง 2569” ที่จะเกิดขึ้น ย่อมเป็นการพิสูจน์ว่า “สัจจะทางการเมือง” ยังมีความหมายต่อคะแนนเสียงหรือไม่ และใคร? ที่ชูความชัดเจนและสุจริตได้มากกว่า อาจเป็นผู้ชนะในเกมนี้!..



