ขณะที่พิษสงของกลุ่มทุนเทาพัวพันนักการเมือง ยิ่งกัดกินศรัทธาของประชาชน และยังเกิดภาพประวัติศาสตร์ที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องรับโทษนอนเรือนจำ “ทีมการเมืองเดลินิวส์” ขอสรุป 6 เหตุการณ์ใหญ่ในปี 2568 และจะยังคงร้อนแรงลามต่อในปีใหม่ 2569 แน่นอน

มหากาพย์ฮั้วเลือก สว.

เกมการเมืองที่กลายเป็นหนึ่งคดีร้อนในปี 2568 คือ การกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2566 หลังจากได้สว.ชุดใหม่ 200 คน ที่ถูกขนานนามว่า “สว.สีน้ำเงิน” โดยกลุ่มสว.เสียงข้างน้อยจับมือกับ “กลุ่ม สว.สำรอง” ยื่นร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สอบกระบวนการเลือกสว.ว่ามีการฮั้วกันหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ ซึ่งดีเอสไอในยุครัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” ออกหมายเรียก สว.สีน้ำเงิน กว่า 150 ราย รวมทั้งแกนนำพรรคสีน้ำเงินให้ไปชี้แจงข้อกล่าวหา ซึ่งต่อมาดีเอสไอทยอยส่งฟ้องไปยังสำนักอัยการคดีพิเศษ ฐาน “อั้งยี่ –ซ่องโจร” ไปแล้ว ฟาก “สว.สีน้ำเงิน” โต้กลับด้วยการให้ “ประธานวุฒิสภา”ส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของ “ภูมิธรรม เวชชัย”อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม ฐานใช้ดีเอสไอแทรกแซงคดีดังกล่าว โดยมหากาพย์นี้ยังเป็นหนังยาว อาจอยู่ไปจนสิ้นสุดวาระของสว.ชุดนี้

‘อังเคิล’ พ่นพิษ ‘อิ๊งค์’ ตกเก้าอี้นายกฯ

เล่ห์เหลี่ยมของ “สมเด็จฯ ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา พ่นพิษร้าย ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนต่อการเมืองไทยและ“พรรคเพื่อไทย” จากการเปิดคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเจ้าตัวกับ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2568 พูดถึงการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีหลายถ้อยคำสะเทือนจิตใจคนไทย อย่างเช่น การบอก “ฮุน เซน” ว่า “ไม่อยากให้ ‘อังเคิล’ ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา อย่างแม่ทัพภาค 2” หรือประโยคที่ว่า “ถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ” ซึ่งถูกมองว่าผู้นำไทยอ่อนข้อให้อีกฝ่าย แต่ใส่ร้ายกองทัพประเทศตัวเอง ทำให้สว.ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568  มีคำสั่งให้ “แพทองธาร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ฐานตุฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม และตัดชีพรัฐบาล “พรรคเพื่อไทย” ให้สิ้นสภาพ ไปเป็นฝ่ายค้าน พร้อมทั้งเขย่ากระดานให้เกิดการเดินเกมจับมือจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

‘ไทย-กัมพูชา’ ศึกรบยืดเยื้อ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาทะลุเดือดขั้นสุด เมื่อกองทัพกัมพูชาเปิดฉากยิงโจมตีฐานปฏิบัติการของไทย บริเวณปราสาทตามเมือนธม จ.สุรินทร์ ในเช้าวันที่ 24 ก.ค.2568 ต่อด้วยการยิงจรวดใส่พื้นที่หลายแห่งในจ.สุรินทร์ ทำให้กองทัพไทยที่นำโดย “พล.ท.บุญสิน พาดกลาง” ที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ในขณะนั้น นำกำลังเปิดปฏิบัติการโต้กลับเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และนับตั้งแต่นั้น ไทยกับกัมพูชาพุ่งรบใส่กันแบบจัดหนักจัดเต็มในหลายจังหวัดชายแดนของไทย นำไปสู่การสูญเสียชีวิต และสร้างความเสียหายมหาศาลต่อทั้ง 2 ประเทศ แม้รัฐบาลไทยพยายามทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขสถานการณ์ และยุติการสู้รบ แต่ฝ่ายกัมพูชาที่มี “สมเด็จฯ ฮุน เซน” บัญชาการรบ ยังละเมิดข้อตกลง ยังรุกรานโจมตีฝ่ายไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่มีวี่แววว่าจะจบลงได้ง่ายๆ แม้มีแรงกดดันและเสียงเรียกร้องจากชาติมหาอำนาจและประชาคมโลกให้ยุติความขัดแย้งนี้โดยเร็ว

‘รัฐบาลอนุทิน’ 96 วัน

เหตุการณ์สำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย คือการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดย “พรรคภูมิใจไทย” แทนที่ชุดเก่าของ “แพทองธาร ชินวัตร” หลังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้หลุดจากตำแหน่งจากคดีคลิปสนทนากับ “อังเคิล ฮุน เซน” โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินเกมเร็วรีบขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน มีเงื่อนไขคือการทำ MOA ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้“พรรคเพื่อไทย” เดินเกมโต้ โดยให้ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ชิงขอยุบสภาก่อน แต่ก็ติดขัดข้อกฎหมาย แถมยื่นดีลขอเสียงจาก “พรรคส้ม” ล่าช้า ทำให้พรรคประชาชนเลือกดีล MOA จึงมีมติโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคประชาชนไม่ร่วมนั่งในครม. ทำให้ปรากฏรัฐบาลเสียงข้างน้อย 146 เสียง  

กระทั่ง ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เข้าสภาโดยใช้ร่างของ “พรรคส้ม” เป็นร่างหลัก เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2568  สว.คัดค้านร่างฯ ที่จะตัดอำนาจ สว.ในการโหวตรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” โหวตคว่ำตามรอย สว.ส่วนนี้ แม้พรรคส้มที่นำโดย“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ขอเข้าชื่อยืนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแต่โดน “นายกฯอนุทิน” ปาดหน้ายื่นพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ไปก่อน แบบเส้นยาแดงผ่าแปด ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม รวมเวลา “อนุทิน” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 จำนวน 96 วัน

“ทักษิณ” ป่วยทิพย์สู่การติดคุก

“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อเดือน ส.ค.2566 หลังลี้ภัยอยู่ต่างประเทศประมาณ 17 ปี ทันทีที่เดินทางถึง “ทักษิณ” ถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ในหลายคดี รวมโทษจำคุก 8 ปี ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี โดยคืนแรกของการคุมขัง“ทักษิณ” มีอาการป่วย และถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 และพักรักษาตัวต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน โดยไม่ได้กลับเข้าเรือนจำ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงการ “ป่วยทิพย์” และมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย และความเสมอภาคของผู้ต้องขัง

ในช่วงที่พักรักษาตัว รวมถึงได้พักโทษออกมา แม้ “ทักษิณ” จะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่กลับทำตัวเป็น“ผู้นำทางจิตวิญญาณ”ของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล แสดงบทบาท กำหนดทิศทางการเมืองอย่างเปิดเผย จนกระทั่งถูกยื่นคำร้องปม “ป่วยทิพย์” และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยให้ต้องรับโทษจำคุก 1 ปี ตามโทษที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ และยังถูกศาลสั่งให้ชดใช้ภาษี 17,600 ล้านบาท จากกรณีการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีกด้วย  คำตัดสินดังกล่าวสร้างแรงเขย่าโดยตรงต่อ“พรรคเพื่อไทย” เนื่องจากการขาด “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ที่เคยเป็นศูนย์รวมอำนาจ สส.บางส่วนเริ่มทยอยไหลออก กระทบต่อการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

‘สแกมเมอร์’ ทุนเทายึดประเทศ

คำว่า “สแกมเมอร์” กลายเป็นปัญหาของประชาชนที่ได้ประสบพบเจอกันถ้วนหน้า สส.ฝ่ายค้านในสภาฯ อย่าง “รังสิมันต์ โรม -วิโรจน์ ลักขณอดิศร” อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แท็กทีมแกะรอยเครือข่ายธุรกิจสีเทาและสแกมเมอร์ ทั้งฝั่งเมียนมา และกัมพูชา มีการเปิดตัวละครสำคัญ คือ “เบน สมิธ” เจ้าพ่อสแกมเมอร์ ที่ถูกกล่าวหาเชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติในกัมพูชาและไทย มีภาพร่วมเฟรมกับบิ๊กเนมของไทยหลายคน ตั้งแต่“ทักษิณ ชินวัตร” , “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม รวมถึง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี  โดยก่อนหน้านั้นรัฐบาลพรรคสีน้ำเงินขึงขัง โต้กลับฝ่ายค้านด้วยการประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมลุยยึดทรัพย์ “เบน สมิธ” และเครือข่าย แต่ดูเหมือนยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

////////////