หลังกระบวนการรับสมัครเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบ ระบบเขต และ ระบบบัญชีรายชื่อ ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว จากนี้บรรดา พรรคการเมืองต่างๆ คงต้องโหมหาเสียงกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ 3 ขั้วการเมืองใหญ่ ทั้ง พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พรรคเพื่อไทย (พท.) โดยแกนนำรัฐบาลคงจะหนี 3 พรรคการเมืองนี้ไม่พ้น ซึ่งพรรคสีส้มหมายมั่นปั้นมือจะต้องก้าวเข้ามา ทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาล ให้ได้ หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 66 “พรรคก้าวไกล (ก.ก.)” คว้าชัยชนะได้ มีจำนวน 151 ที่นั่ง แต่ในสุดก็มาตกม้าตาย เนื่องจากมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้รับเสียงสนับสนุน จากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และหลายพรรคการเมืองก็ไม่ยอม ร่วมสังฆกรรมด้วย

แต่ที่ร้ายแรงมากกว่านั้นคือ ถูกศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) สั่งยุบพรรค เนื่องจากมีพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน จนกลายมาเป็น “พรรค ปชน.” และจากบทเรียนดังกล่าว ทำให้พรรคสีส้มไม่ได้กำหนด การแก้ไขมาตรา 112 ไว้เป็นนโยบายหาเสียงของพรรค ไม่พยายามหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เพราะรู้ดีว่าจะกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้หลายพรรคการเมือง ไม่ขอร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วย

นอกจากนี้จากผลพวงการผลักดันการแก้ไขมาตรา 112 ยังกลายเป็นวิบากกรรม มีคดีความอยู่ในการตรวจสอบของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยอดีต 44 สส. พรรค ก.ก. ติดร่างแห ซึ่งส่วนหนึ่งเป็น แกนนำพรรค ปชน. ก็ยังต้องรอลุ้นกับบทสรุป หากมีการชี้มูลเกิดขึ้นก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง โดย 2 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคสีส้ม ทั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ติดร่างแหอยู่ด้วย เหลือเพียง “นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” รองหัวหน้าพรรค ปชน. เป็น แคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียว

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 68 “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. ชี้แจงกรณีคดีจริยธรรมร้ายแรงของอดีต 44 สส.พรรค ก.ก. สืบเนื่องจาก การเข้าชื่อแก้ไขมาตรา 112 โดยระบุว่า ยังไม่มีการนัดลงมติ เนื่องจาก ไม่มีวาระการประชุม สาเหตุหลักของการเลื่อนพิจารณามาจากฝั่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม เข้ามายัง ป.ป.ช. ทางคณะกรรมการจึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดในหนังสือดังกล่าวก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตามสิทธิ แม้ คณะอนุกรรมการไต่สวน จะสรุปสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว แต่ เมื่อมีคำร้องใหม่ ป.ป.ช. ต้องตรวจสอบว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่หรือไม่
สำหรับขั้นตอนถัดไป ป.ป.ช. จะพิจารณาว่าคำร้องดังกล่าว มีน้ำหนักเพียงพอ หรือเป็นเรื่องซ้ำซ้อนกับที่ เคยไต่สวนไปแล้ว หากพบว่าเป็นข้อมูลที่เคยพิจารณาไปแล้ว ป.ป.ช. จะไม่อนุญาตให้ขยายเวลา และจะบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุมชุดใหญ่ทันที ทั้งนี้ ป.ป.ช. ยืนยันใน จุดยืนที่เป็นกลาง แต่อาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการพิจารณาคำร้องจนยัง ไม่สามารถกำหนดวันลงมติได้
ต้องยอมรับชะตากรรมของพรรค ปชน. นอกจากผลการเลือกตั้ง ยังต้องรอลุ้นผลการวินิจฉัยในคดี 44 สส. ของ ป.ป.ช.จะมีบทสรุปเมื่อไหร่ แม้จะมีการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม หากพบว่าเป็นข้อมูลที่เคยพิจารณาไปแล้ว ป.ป.ช. จะไม่อนุญาตให้ขยายเวลา และจะบรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุมชุดใหญ่ทันที

นอกจาก เรื่องคดีความ ที่เกี่ยวข้องกับพรรค ปชน. จะเป็นอุปสรรคที่ทำพรรคไปไม่ถึงฝั่งฝัน เสียงเรียกร้องให้พรรคการเมืองต่างๆ เปิดทางให้พรรคที่ได้ เสียง สส.มากที่สุด จัดตั้งรัฐบาล จากแกนนำพรรคสีส้ม ก็อาจจะไม่เป็นไปตามนั้น หลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. และแคนดิเดตนายกฯ พรรค พท. โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ว่า หลังจากฟังดีเบต เมื่อคืนแล้ว ผมขออธิบายหลักประชาธิปไตยเพิ่มเติมว่า พรรคที่ได้คะแนน หรือที่นั่งอันดับ 1 ไม่ได้มีสิทธิบังคับให้ทุกพรรคต้องโหวตให้ตัวเองเป็นรัฐบาล สิ่งที่มีอยู่จริงคือ “ธรรมเนียมให้พรรคอันดับ 1 ได้รวบรวมเสียงก่อน” เพื่อสะท้อนเจตจำนงประชาชน แต่ไม่ใช่ใบสั่ง ให้ใครต้องยกมือให้
หัวใจของระบบรัฐสภาไม่ใช่อันดับ 1 แต่คือ เสียงข้างมากในสภา ถ้ารวมเสียงไม่ได้ ก็ไม่มีใครเป็นหนี้ต้องโหวตให้ นี่คือประชาธิปไตย ไม่ใช่พิธีกรรม ตามอันดับคะแนน การยกเหตุผลว่า “ได้ที่ 1 แล้ว คนอื่นไม่โหวตคือ ไม่เคารพประชาชน” เป็นการ ตีความที่อันตราย เพราะเท่ากับลดค่าประชาธิปไตยให้เหลือแค่ตัวเลขอันดับ ไม่ใช่กระบวนการถ่วงดุลในสภา ประชาชนเลือก สส. ไม่ใช่เลือก “นายกฯ ล่วงหน้า” เราต้องแยกแยะให้ออกครับ

ก่อนหน้านั้น “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงกลยุทธ์ในการหาเสียง กอบโกยคะแนนนิยม จากประชาชนชนคือ “เอาหลังอิงพ่อแม่พี่น้องประชาชน” เสนอนโยบายที่ดีที่สุด ผู้สมัคร สส. ที่ดีที่สุด ทีมบริหารที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เชื่อมั่นว่าจะทำให้พรรค ปชน. ได้รับความไว้วางใจ จากประชาชน ซึ่งเป้าหมายในการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน คือต้องได้ คะแนนเสียงมากที่สุด ที่เราจะมั่นใจได้ว่า ไม่ถูกพรรคการเมือง อันดับสอง อันดับสาม หรือพรรคอื่น ไปรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาล แข่งกับ รัฐบาลอันดับหนึ่ง โดยใช้ข้ออ้างทางการเมืองที่ไม่เป็นจริง

ด้าน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. กล่าวว่า เรื่องการจับมือกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อจัดตั้งรัฐบาลนั้น สุดท้ายต้อง ดูผลของการเลือกตั้ง ก่อนเป็นหลัก นำการตัดสินใจของประชาชน มาหาแนวทาง ในการฟอร์มรัฐบาล หรือว่าจะต้อง ไปเป็นฝ่ายค้าน เมื่อถามว่าได้วิเคราะห์หรือไม่ว่า สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรค ภท. ตั้งเป้าได้ถึง 15 รายชื่อ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มั่นใจว่าได้มากกว่าเดิม
ดูท่าที พรรคการเมืองต่าง ๆ แล้ว หนทางที่พรรค ปชน.เป็นฝ่ายค้าน มีสูงมากจริงๆ ถ้าหากไม่ได้เสียง สส.แตะ 200 ที่นั่ง คงต้องรอดูว่า พรรคสีส้มจะ ปรับกลยุทธ์อย่างไร เพื่อซื้อใจพรรคการเมืองต่าง ๆ ให้มาร่วมยกมือหนุน ยกเว้น พรรคกล้าธรรม (กธ.) หลังพรรค ปชน.ประกาศไม่ขอร่วมงานทางการเมืองด้วย.
ทีมข่าวการเมือง



