นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดแนวโน้มทองคำในปี 2569 โดยระบุว่า ทองคำกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ปลอดภัย สู่สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของนักลงทุนทั่วโลก หลังสร้าง All-Time High อย่างต่อเนื่องตลอดปี 68 และทำสถิติให้ผลตอบแทนสูงสุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของตลาดการเงิน
ทองคำในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มสูงที่ราคาจะปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แต่อาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมากเหมือนปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ราคาทองคำโลกให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในรอบ 46 ปี โดยราคาทองโลกเมื่อต้นปีอยู่ที่ 2,632 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ก่อนที่จะปรับขึ้นสู่ระดับ 3,000 ดอลลาร์ฯ ในเดือนมีนาคม และเพียง 7 เดือนถัดมา ราคาพุ่งทะลุ 4,000 ดอลลาร์ ในเดือนตุลาคม ก่อนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ในช่วงปลายปีที่ระดับ 4,531 ดอลลาร์ (เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568) ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 70% ขณะที่ราคาทองคำภายในประเทศสร้างสถิติสูงสุดใหม่ที่ 67,400 บาทต่อบาททองคำ (เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568) โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 59%
ทำไมราคาทองถึงขึ้น?
- ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาทองคำในปี 2568 พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง มาจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ‘ทรัมป์ 2.0’ โดยเฉพาะแนวคิดการใช้มาตราการภาษีตอบโต้ทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งสร้างความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เพิ่มความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบใหม่ และทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
- นักลงทุนจึงหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายที่คาดเดาได้ยาก
- ปี 2568 ยังเป็นปีที่เห็นแรงซื้อทองคำขนาดใหญ่จากผู้เล่นแทบทุกกลุ่มในตลาดพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเก็งกำไร มีเงินมหาศาลจากกองทุน ETF ทองคำ หลังจากก่อนหน้านี้เงินไหลออกอย่างต่อเนื่องหลายปี
- ธนาคารกลางทั่วโลกที่เร่งเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ แรงซื้อที่กระจายตัวและมีขนาดใหญ่เช่นนี้ ทำให้โครงสร้างอุปสงค์ทองคำแข็งแกร่งกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา และกลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง จนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
แนวโน้มราคาทองปี 2569
- เป้าหมายราคาทองโลกปี 2569 ฮั่วเซ่งเฮงให้ไว้ที่ 4,770-5,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
- ราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ระดับ 70,000-76,200 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์)
ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน ทองคำ ปี 2569
- ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่
- กองทุน ETF ทองคำ
- กระแสลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (De-dollarization)
- ผู้เล่นรายใหม่ในตลาดทองคำ
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม เช่น ธนาคารกลางจีนที่เข้าซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ธนาคารกลางโปแลนด์ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 30% ของทุนสำรอง ธนาคารกลางเซอร์เบียมีแผนเพิ่มทองคำอย่างน้อย 100 ตัน ภายในปี 2573 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว
ทั้งนี้ เนื่องจากหลายประเทศแสดงความกังวลต่อการด้อยค่าของสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะดอลลาร์ ที่นับวันความน่าเชื่อถือลดน้อยลงจากการที่รัฐบาลสหรัฐ แทรกแซงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของข้อมูลทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพิมพ์ธนบัตรจำนวนมากเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน
กลยุทธ์การลงทุน
- การลงทุนระยะยาว ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมือง แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนหรือ DCA (Dollar-Cost Averaging) โดยอาจทยอยสะสมทุกเดือนในจำนวนเงินเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน ทั้งเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุน
- การลงทุนระยะสั้น แม้ว่าปี 2569 ราคาทองโลกยังคงเป็นขาขึ้น แต่การไล่ซื้อในช่วงที่ราคาสูงจะทำให้มีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย ดังนั้น หากนักลงทุนวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ตั้งแต่ก่อนเข้าซื้อ พร้อมกับรักษาวินัยการลงทุน จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำกำไร



