ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้วิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของภาคธุรกิจ ในปี 2569 และในระยะกลาง ประกอบด้วย

1) ความผันผวนในห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก จากผลกระทบของปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งจะกดดันการเติบโตของรายได้และ Margin ของภาคธุรกิจ

2) ปัญหาความเปราะบางของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลให้บางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อการบริโภคและสินค้าฟุ่มเฟือยฟื้นตัวได้ยากขึ้น

3) ข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือขึ้นกับงบลงทุนของภาครัฐ จะมีความไม่แน่นอนของรายได้และอาจกระทบต่อแผนการลงทุนในอนาคต

4) ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากในประเทศด้วยกันเองและจากต่างประเทศ ที่ทำให้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

5) การเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่เร็วและมีแรงกดดันมากขึ้น อาทิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ผลกระทบจาก Technology disruption รวมถึงประเด็นด้าน ESG ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการปรับตัวของธุรกิจในอนาคต

ทั้งนี้ ธุรกิจที่ปรับตัวช้าหรือไม่พร้อมตอบโจทย์โลกยุคใหม่มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกตัดออกจากห่วงโซ่การผลิตโลก ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ไม่สอดรับโครงสร้างประชากรใหม่ ไม่ปรับตัวตาม Mega trends หรือแนวทางความยั่งยืน ธุรกิจที่ไม่มีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มกลายเป็น Sunset segment รายได้และมาร์จินลดลงต่อเนื่อง และเสี่ยงทยอยหายไปจากตลาด หากไม่เร่งปรับโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่

ขณะที่บาง Subsegment หากสามารถปรับตัวให้สอดรับ Mega trends ได้ จะสามารถคว้าโอกาสเติบโตต่อได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่แม้ว่าจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง แต่หากสามารถผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก อย่างเช่นด้าน AI ก็ยังมีโอกาสเติบโตได้ หรือกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ยังมีโอกาสหากสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ผลิตสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน Smart agriculture หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็น Functional food และ Medical food เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในการผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจโดยดำเนินมาตรการเชิงรุก

  • ระยะสั้น ต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายที่ชัดเจน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและเปิดตลาดใหม่ สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย พร้อมเพิ่มสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน และปรับโครงสร้างหนี้ SMEs เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น รวมถึงยกระดับมาตรการความปลอดภัยดิจิทัลและการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน
  • ระยะกลาง-ยาว ควรมุ่งเน้นผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และดิจิทัล ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก

ขณะเดียวกัน มุ่งส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังมีศักยภาพ แต่อาจประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง สามารถพลิกฟื้นและอยู่รอดได้ในสนามการค้าที่แข่งขันรุนแรง โดยใช้เครื่องมือสำคัญ อาทิ การสนับสนุนยกระดับนวัตกรรม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะใหม่ การปรับปรุงนโยบายการลงทุน การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ และมุ่งเน้นขจัดอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและอย่างยั่งยืนในระยะยาว