“พังตั้งแต่แรก แต่เปลี่ยนไม่ได้” นี่คือสิ่งที่คนซื้อรถในบ้านเรา ต้องกล้ำกลืนฝืนทนมาช้านาน แต่สิ่งเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนไป กับ “ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า” ที่รู้จักกันในสากลว่า “เลม่อน ลอว์” (Lemon Law)
สวัสดีวันหยุดแรกของเดือนที่ 7 กับสารพันข่าวสารยานยนต์กับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” เหมือนเช่นเคย ในสัปดาห์นี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปพบกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเรานั่นก็คือ “เลม่อน ลอว์” พระราชบัญญัติเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ที่จากเดิมที่ “ผู้บริโภค” ต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์และเรียกร้องด้านปัญหาที่เกิดจากสินค้าใหม่ที่ชำรุดบกพร่องมาตั้งแต่ต้น ให้มาเป็น “ผู้ขาย” เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบพิสูจน์ข้อเท็จจริง และไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องตามซ่อม ตามทวงถาม ชนิดซ่อมแล้วซ่อมอีก
โดยคำว่า “เลม่อน” นี้ในภาษาอังกฤษเป็นสำนวนที่สื่อถึง สินค้าที่ดูดีตอนซื้อ แต่พอใช้งานจริงกัลมีปัญหานั่นเอง
การเกิดขึ้นของร่างพระราชบัญญัตินี้ มาจากความร่วมมือของ ภาคประชาชน คือ “สภาองค์กรของผู้บริโภค” ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ก็คือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ ภาคการเมือง คือ สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน อาทิ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ โดยสาระสำคัญของร่างกฏหมายนี้ ผู้บริโภคจะได้สิทธิ์ในการเยี่ยวยา เมื่อพบสินค้าที่บกพร่อง โดยแบ่งเป็น 4 แนวทางดังนี้
1. ระยะเวลาข้อสันนิษฐานความชำรุด สินค้าทั่วไปคุ้มครองภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ จักรยานยนต์จะคุ้มครอง 6 เดือนหรือ 5,000 กิโลเมตร ส่วนรถยนต์จะคุ้มครอง 1 ปี หรือ 10,000 กิโลเมตร
2. กรอบเวลาในการซ่อมแซม สินค้าทั่วไปและรถจักรยานยนต์ จะต้องซ่อมให้เสร็จภายใน 60 วัน ส่วนรถยนต์จะต้องแล้วเสร็จใน 90 วัน นับตั้งแต่วันรถมอบสินค้าไว้ซ่อม หากเกินกำหนด ผู้บริโภคมีสิทธิ์ขอลดราคา เลิกสัญญา หรือเรียกค่าเสียหายได้
3. สิทธิ์ในการขอเปลี่ยนสินค้าใหม่ทันที กรณีพบข้อบกพร้องที่เป็นสาระสำคัญ สินค้าทั่วไปเปลี่ยนได้ใน 7 วัน ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เปลี่ยนได้ใน 14 วัน
4. กรณีรถยนต์หากมีปัญหาบกพร่องที่กระทบด้านความปลอดภัย และไม่สามารถแก้ไขได้ ผู้ขายจะต้องเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ ชนิดเดียวกันให้ผู้ซื้อทันที!
สิ่งเหล่านี้จะบังคับใช้ ระหว่าง “บุคคล” ซึ่งก็คือผู้ซื้อ ผู้รับโอน และสืบสิทธิ์ ที่มีต่อ “ผู้ขาย” ซื่งเป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นปกติธุระ โดยรูปแบบความสัมพันธ์ครอบคลุมทั้งแบบ B2C (ธุรกิจ-ผู้บริโภค) และแบบ B2B (ธุรกิจ-ธุรกิจ) ที่กระทำภายใต้สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ สัญญาที่มีบุคคลที่สามให้สินเชื่อ (ไฟแนนซ์) และสัญญาแลกเปลี่ยน
ทั้งหมดนี้ไม่ครอบคลุม สินค้าใช้แล้ว สิ่งมีชีวิต และไม่ครอบคลุมการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคที่ทำด้วยกันเอง แต่ทั้งนี้ผู้รับช่วงสิทธิ์สามารถเรียกร้องจากผู้ประกอบธุรกิจต้นทางได้
เรียกได้ว่าหากมีการบังคับใช้กฏหมายได้สำเร็จ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทย เพราะผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรม และไม่ต้องเผชิญกระบวนการทางกฏหมายที่ยุ่งยากเหมือนที่ผ่านมา โดยจะลดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงเป็นแรงจูงใจที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ ไม่ได้มุ่งแต่จะหั่นราคา แต่ละเลยเรื่องคุณภาพ
ซึ่งปัจจุบันคดีความที่กำลังเกิดขึ้น เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ก็เห็นจะเป็นข้อร้องเรียนเรื่องระบบความปลอดภัยและแบตเตอรี่ของรถยนต์แบรนด์ดังจากสวีเดน หรือ เรื่องราวของค่ายรถจีนที่หั่นราคากระทันหัน โดยทาง “สคบ.” ได้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงคนกลางไกล่เกลี่ย มาเป็นผู้ดำเนินการยื่นฟ้องคดีแพ่งคุ้มครองผู้บริโภคเป็นกลุ่ม เพื่อเรียกค่าเสียหายคืนให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าความเสียหายที่ สคบ. เดินหน้าฟ้องร้องรวมแล้วกว่า 103.1 ล้านบาท ซึ่งหากร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านอะไรๆก็คงจะดีขึ้นไม่มากก็น้อย “อ้วนซ่า” มั่นใจ!


