สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ว่าสำนักงานคณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ ว่ากองทัพเกาหลีเหนือยิงขีนาวุธนำวิถีหลายลูก ออกจากพื้นที่ใกล้กรุงเปียงยาง เมื่อช่วงเช้าของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น
ทั้งนี้ กองทัพเกาหลีใต้ยืนยันว่า ยังคงรักษาระดับความพร้อมในระดับสูงสุด พร้อมทั้งยกระดับการเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมอย่างเข้มงวด ต่อความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะยิงขีปนาวุธเพิ่มเติมอีก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเกาหลีเหนือ นับเป็นการยิงขีปนาวุธนำวิถีครั้งแรกของปี 2569 และเกิดขึ้นต่อจากการยิงเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อนุมัติแผนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้
North Korea fires ballistic missile into East Sea: JCS https://t.co/VYsqVT9JqQ
— NK NEWS (@nknewsorg) January 3, 2026
อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์เช่นกัน ว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่อเวเนซุเอลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำสหรัฐ และนางซิเลีย ฟลอเรส ภริยา แล้วนำตัวมาดำเนินคดีก่อการร้ายและค้ายาเสพติดที่สหรัฐ น่าจะมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของเกาหลีเหนือ ในการยิงขีปนาวุธครั้งนี้
อนึ่ง เป็นเวลานับทศวรรษที่รัฐบาลเปียงยางอ้างเหตุผลว่า โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธมีความจำเป็นเพื่อเป็นอาวุธป้องปราม ต่อความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองโดยรัฐบาลวอชิงตัน ขณะที่สหรัฐให้คำมั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ไม่มีแผนการดังกล่าว”
ดังนั้น การยิงขีปนาวุธครั้งนี้ของเกาหลีเหนือ อาจแฝด้วยนัยที่ส่งออกมาว่า หากสหรัฐต้องการทำกับเกาหลีเหนือแบบเดียวกับที่ทำกับเวเนซุเอลานั้น “ไม่ง่าย”
ในเวลาเดียวกัน การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ เกิดขึ้นก่อนประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 5-7 ม.ค. นี้ เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562 ที่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้เยือนจีนอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ เกาหลีเหนือกำลังจะจัดการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคนงานในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยคาดว่านโยบายเศรษฐกิจ แผนการป้องกันประเทศ และแผนการทางทหาร จะถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญในการประชุม.
เครดิตภาพ : REUTERS



