แล้วชาวญี่ปุ่นต่อสู้กับปัญหาความยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กันอย่างไร
ชาวญี่ปุ่นมีความอดทนเป็นเลิศ และมีจิตวิญญาณของนักสู้ซามูไร พวกเขามีระเบียบวินัยและเอาจริง


ผมสังเกตว่า ญี่ปุ่นพัฒนาสู่สังคมดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ตอนนี้แทบไม่ต้องใช้กระดาษเลย เอกสารราชการ และเอกชน เป็นดิจิทัลหมดแล้ว ไม่ต้องสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านแบบเรา เขาใช้แพลตฟอร์มของรัฐเชื่อมโยงกัน การจองโรงแรม การเดินทางต่าง ๆ ก็ใช้ดิจิทัลสะดวกรวดเร็ว ที่สำคัญเชื่อถือได้ไม่คดโกง แค่มีโทรศัพท์มือถือก็ทำอะไรได้ทุกอย่าง
การวางผังเมืองเขาปรับให้สะเทินน้ำสะเทินบก มานานแล้ว และคงยังพัฒนาต่อเรื่อย ๆ ทั้งการปรับปรุงระบบชลประทานเพื่อการเกษตร ขยายคูคลองแม่น้ำ ขุดบ่อทำพื้นที่แก้มลิงชะลอน้ำ รองรับทั้งน้ำมากและน้ำแล้ง การสร้างที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงานก็ออกแบบด้วยมาตรฐานความยั่งยืนใหม่ ใช้พลังงานสะอาด ใช้น้ำหมุนเวียน ระบบพลังงานแสงอาทิตย์แทบจะเป็นมาตรฐานของอาคารสมัยใหม่ ที่สำคัญชาวญี่ปุ่นจะอยู่อย่างพอเพียง พอดี ไม่ต้องใหญ่โตหรูหรา ใช้วัสดุต่าง ๆ จากธรรมชาติ และหมุนเวียน ความเป็นอยู่ของคนกับธรรมชาติจะต้องสอดประสานกลมกลืน สมดุล งดงาม


พวกเขาเชื่อว่าชีวิตที่เรียบง่าย ตามธรรมชาติ คือชีวิตที่ยั่งยืน หลายเมืองของเขาเป็น Blue Zone ที่มีคนอายุยืนยาวกว่าร้อยปี เขามีธรรมชาติ มีน้ำสะอาด ไม่มีฝุ่นควันพิษ มีอาหาร ออร์แกนิก ไปไหนมาไหนก็เดินไป หรือขี่จักรยานไปจนเป็นนิสัย ความสุขตามธรรมชาติแบบเรียบง่าย รวมถึง ศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นต้นแบบ Soft Power นี้เอง ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่น่าอยู่ มีความยั่งยืนตามธรรมชาติ
ชาวญี่ปุ่นอยู่กันแบบเรียบง่าย พอดี มีแต่ชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวที่แห่กันไปเที่ยวจนบางแห่งหนาแน่น เกินงาม เกินความพอดี ในไม่ช้าเขาคงมีมาตรการใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษี การเก็บค่าเข้าเมือง และกลไกอื่น ๆ เพื่อรักษาสมดุล ป้องกันความยั่งยืนของเขาไม่ให้เสียหายไป ด้วยน้ำมือของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ.



