การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้นำพรรค หากคือ ฉากสุดท้ายของตำนาน “3 ป.” (พล.อ.ประวิตร-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ที่เคยกุมอำนาจการเมืองไทยยาวนานกว่าทศวรรษ จากศูนย์กลางอำนาจกองทัพ สู่ผู้จัดตั้งพรรค และเป็นแกนหลักของรัฐบาลหลังรัฐประหารปี 2557 วันนี้ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” เลือกวางมือ ท่ามกลางการเมืองที่ไม่เหลือพื้นที่ให้กับอำนาจแบบเดิมอีกต่อไป
“พี่ใหญ่ผู้คุมเกม”
ตลอดเส้นทางการเมือง พล.อ.ประวิตร ไม่เคยนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่กลับเป็น “ผู้คุมเกม” ตัวจริง ทั้งการจัดตั้งรัฐบาล ประคองเสียงในสภา และเชื่อมโยงเครือข่ายอำนาจเก่า-ใหม่ เข้าด้วยกัน “พรรคพลังประชารัฐ” คือผลผลิตทางการเมืองที่ออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจหลังรัฐประหาร และชื่อของ พล.อ.ประวิตร คือหลักประกันความเป็นเอกภาพของพรรคในช่วงรุ่งเรืองที่สุด
รอยร้าวที่ไม่อาจประสาน
แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยน กระแสสังคมเปลี่ยน และผลเลือกตั้งไม่เป็นใจ ความเป็น “พี่น้อง 3 ป.” ก็เริ่มสั่นคลอน การแยกทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพลังประชารัฐ กลายเป็นจุดแตกหักที่ทำให้พรรคสูญเสียสถานะศูนย์กลางอำนาจ พรรคแตกเป็นกลุ่ม เสียงในสภาลดลง บทบาททางการเมืองถดถอย ขณะที่ชื่อของ พล.อ.ประวิตร ถูกตั้งคำถามมากขึ้นในแง่ความสามารถในการคุมเกมในสนามการเมืองยุคใหม่
ลาออก…คือการยอมรับความจริง
การลาออกครั้งนี้ จึงไม่ใช่การถอยชั่วคราว แต่คือการยอมรับว่า ยุคของการเมืองสายทหารได้เดินมาถึงปลายทาง
ตำนาน 3 ป. ที่เคยเป็นแกนกลางอำนาจรัฐ ตั้งแต่รัฐประหารจนถึงรัฐบาลเลือกตั้ง บัดนี้เหลือเพียงชื่อในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
หมุดหมายการเปลี่ยนยุค
หลังจากนี้ พลังประชารัฐต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ จะเดินต่อในฐานะพรรคอำนาจเก่า หรือกลายเป็นเพียงพรรคเล็กไร้อำนาจต่อรองในสภา



