เมื่อวันที่ 6 ม.ค. น.ส.กรรณ์ ชวกรกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวถึงจุดยืนต่อปัญหาเกษตรกรรมไทย ว่า วิกฤติเกษตรไม่ใช่ความล้มเหลวของเกษตรกร แต่เป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐ ที่ปล่อยให้ปัญหาหมักหมมยาวนาน ย้ำว่า นโยบายเกษตรคือเรื่องปากท้องของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะชาวนา และเสนอแนวทางปฏิรูป 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.เลิกโทษเกษตรกรและรัฐต้องยอมรับความล้มเหลว เช่น กรณีหญ้าเนเปียร์ ที่ในอดีตถูกมองว่าล้มเหลวเพราะราคาตกและเก็บรักษายาก ก่อนจะกลับมาสร้างมูลค่าได้เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปและสายพันธุ์ ให้เก็บได้นานและมีโปรตีนสูง สะท้อนว่า ปัญหาไม่ใช่เกษตรกรไม่เรียนรู้ แต่รัฐไม่เคยยอมรับความล้มเหลวในการถ่ายทอดองค์ความรู้และปรับแนวคิดทั้งระบบ 

น.ส.กรรณ์ กล่าวต่อว่า 2.โครงสร้างส่วนแบ่งไม่เป็นธรรม ยกตัวอย่างมันสำปะหลังแสนล้าน เกษตรกรได้แค่เศษเสี้ยว เป็นเพราะรัฐแก้ปัญหาผิดจุด ด้วยการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากดราคาเกษตรกรไทย แม้จะมีเงื่อนไขว่าถ้าซื้อมาเท่าไหร่ต้องรับซื้อของเกษตรกรไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะเร่งแก้โรคใบด่าง และพัฒนาสายพันธุ์ไทยให้คุณภาพแป้งสูงขึ้นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ทั้งนี้ อุตสาหกรรมแป้งมันส่งออกมูลค่าแสนล้านบาท แต่เกษตรกรได้เพียง 7-9% ขณะที่โรงงานได้ 30-35% และสถาบันการเงิน 10-15% นี่คือโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมและต้องแก้ไข

น.ส.กรรณ์ กล่าวอีกว่า 3.นโยบายเกษตรคือเรื่องของคนเมือง 100% ทุกคนคือผู้บริโภค หากเกษตรกรผลิตอาหารปลอดภัย สุขภาพคนเมืองจะดี ลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเมื่อเกษตรกรมีรายได้ เศรษฐกิจมหภาคจะหมุนเวียน ค่าครองชีพสมดุล อาหารคืออาวุธที่ไม่ต้องยิง แต่สร้างความมั่นคงให้ประเทศได้จริง และ 4.รัฐต้องเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก รับความเสี่ยงแทนชาวนา เช่นกรณีข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวชั้นเลิศของโลก แต่เกษตรกรแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด ทั้งภัยธรรมชาติ โรค และราคาตกต่ำ ขณะที่รัฐกลับส่งเสริมพันธุ์ราคาถูก แทนการทุ่มวิจัยพัฒนาพันธุ์ 105 ให้ทนทาน ข้าวเปลือกราคาเกวียนละหมื่นกว่าบาท แต่เมื่อเป็นข้าวสารพรีเมียม กระโดดถึงกิโลละ 300 บาท.