เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำคณะทำงานด้านกีฬา อาทิ นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค นายพายุ เนื่องจํานงค์ รองโฆษกพรรค นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช นายทะเบียนพรรค เข้าหารือร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

โดยนายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ ได้กล่าวเน้นย้ำจุดยืนขององค์กรที่มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ก็ยินดีเปิดรับ และให้ข้อมูลแก่ทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม เพื่อนำไปใช้วางนโยบายพัฒนากีฬาของชาติ ไม่ได้ผูกขาดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคแรกที่ติดต่อเข้ามาหารือ 

ซึ่งในวงหารือ ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และรับฟังข้อเสนอแนะในการยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยทั้งระบบ โดยบรรยากาศหารือเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งในส่วนของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ตัดสิน รวมถึงเรื่องงบประมาณที่มีขีดจำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล รวมถึงคุณภาพชีวิตของนักกีฬา

จากนั้นนายยศชนัน กล่างถึงแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการยกเครื่องวงการกีฬาไทยทั้งระบบ ว่า พรรคเตรียมผลักดัน และสังคายนาระบบเงินสนับสนุนนักกีฬาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนเดิมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และไม่ได้ปรับปรุงมานาน ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวนักกีฬา ควบคู่ไปกับการเดินหน้านโยบาย “ 1 รัฐวิสาหกิจ ต่อ 1 สมาคมกีฬา” เพื่อเป็นหลักประกันว่างบประมาณจากภาครัฐจะไหลเวียนสู่การพัฒนากีฬาอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยได้วางโครงสร้างไว้ 4 ด้านหลัก เริ่มจากการปั้น “สปอร์ตอคาเดมี่” เพื่อดูแลนักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นสร้างอาชีพที่มั่นคงรองรับหลังเกษียณจากการแข่งขัน พร้อมกันนี้ จะมีการปฏิรูประบบงบประมาณสู่รูปแบบการจัดสรรงบระยะยาวหลายปี แทนการขอแบบปีต่อปี

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการใช้กีฬาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการทูต โดยจะพัฒนาสนามกีฬาในระดับจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และใช้กีฬาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาไทยได้ไปแลกเปลี่ยน หรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยทั้งหมดนี้จะยึดหลักการให้เกียรติและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ระยะยาวพรรคมีแผนปูพรมพัฒนากีฬาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นผ่านการรื้อฟื้นระบบการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียน ให้เน้นกีฬาที่เป็นจุดเด่นของไทยและสร้างค่านิยมรักกีฬา รวมถึงการผลิตครูพลศึกษาให้สอดรับกับทิศทางกีฬาของชาติ

ด้านนายสรวงศ์ กล่าวว่า ปัญหาหลักของกีฬาไทยคือการ “มีเงินแต่ใช้ผิดที่” โดยเฉพาะงบกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่หมดไปกับอีเวนต์มากกว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และการจ้างโค้ชเก่งๆ จึงเสนอโมเดล “1 อำเภอ 1 Academy” เน้นปั้นนักกีฬาไทยเองตามความเหมาะสมของพื้นที่แทนการซื้อตัวโอนสัญชาติ พร้อมเสนอแก้ปัญหา “ฮีโร่ตกอับ”ด้วยการบรรจุนักกีฬาทีมชาติ 1,500 คน เป็นพนักงานราชการสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อสร้างสวัสดิการที่มั่นคงให้เป็นที่รู้จักตั้งแต่ก่อนคว้าชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันมาตรการจูงใจให้เอกชนร่วมสนับสนุนกีฬาผ่านการลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อลดภาระภาครัฐ พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการคืนอำนาจอนุมัติงบกองทุนฯ ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเพื่อความรวดเร็ว และแก้ไขปัญหาการเบิกจ่ายรายไตรมาสที่ทำให้สมาคมกีฬาวางแผนระยะยาวไม่ได้ รวมถึงต้องปรับความเข้าใจกับสำนักงบประมาณเพื่อไม่ให้ตัดงบปกติของกระทรวงฯ จนเกิดสภาวะสุญญากาศในการทำงาน