ลำพังแค่แต่ละพรรคการเมืองใช้วิธีเหมือนเคย อย่างการตีปี๊บโฆษณานโยบายขายฝันต่างๆ และการอวดโฉมหน้าแคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก็คงไม่เพียงพอต่อการขอคะแนนเสียงในครั้งนี้ จึงทำให้บางพรรคใช้ยุทธวิธีใหม่ๆ มาดึงดูดใจประชาชน ด้วยการประกาศเปิดตัวทีมงานที่พร้อมเข้ามาบริหารประเทศ หากพรรคนั้นๆ ได้รับเสียงท่วมท้นจนได้จัดตั้งรัฐบาล

โดย “พรรคประชาชน” ที่นำโดย “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ใช้วิธีนี้ก่อนใคร เปิดตัวทีมว่าที่รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568 ได้แก่“พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ – เดชรัต สุขกำเนิด – วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร – ศิริกัญญา ตันสกุล” เรียกความสนใจได้ช่วงสั้นๆ เพราะล้วนเป็นคนเลือดสีส้มตั้งแต่ยุคอดีตพรรคอนาคตใหม่  .

แต่ไม่กี่วันต่อมา พรรคภูมิใจไทยเปิดแคมเปญสุดว้าว ทั้งประกาศนโยบาย ชุดสโลแกน “พูดแล้วทำ พลัส” และดึงตัว 3 รัฐมนตรีคนนอก แถมเป็นดาวเด่นในรัฐบาลของ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ทั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ –  ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” มาสวมเสื้อสีน้ำเงิน เปิดตัวเป็นว่าที่รัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยสมัยหน้า

คงเพราะการดึงคนนอกที่เป็น “เทคโนแครต” เป็นมืออาชีพในด้านต่างๆ แถมยังทำผลงานให้ประชาชนได้เห็นกันแล้ว เมื่อมาเปิดตัวเป็นทีมผู้บริหารประเทศ คงจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้พรรคนั้นๆดูดี และมีสิ่งดึงดูดใจประชาชนให้ลงคะแนน

จึงทำให้ “พรรคสีส้ม” ผุดแคมเปญ “รัฐบาลประชาชน 46” เปิดตัวว่าที่รัฐมนตรีด้วยเช่นกัน เริ่มจาก “รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มาเป็นว่าที่รมว.ยุติธรรม เรียกเสียงฮือฮาจากหลายๆฝ่าย จากนั้นได้เปิดตัว “พิศาล มาณวพัฒน์” อดีตเอกอัครราชทูตไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้มาเป็นว่าที่รมว.ต่างประเทศ และตามด้วย “ดร.อนุชาติ พวงสำลี” ประธานบริหารโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกวางตัวเป็นรมว.ศึกษาธิการ

โดยกรณีของ “ทูตพิศาล” ถูกมองว่าอาจมาเป็นคู่เทียบกับ “สีหศักดิ์” เจ้ากระทรวงบัวแก้วคนปัจจุบัน ที่ทำผลงานจนได้รับเสียงชื่นชมจากคนในสังคม แต่หลังจาก ค่ายสีส้มเปิดตัวได้ไม่ทันข้ามวัน ก็โดนถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ว่าพ้นจากตำแหน่งสว.เกิน 2 ปีแล้วหรือไม่ และที่สำคัญ โดนอินฟลูเอ็นเซอร์แลชาวโซเชียลเปิดประเด็นเรื่องราวในอดีตที่เจ้าตัวมีปัญหาชีวิตส่วนตัว และเรื่องผลการทำงานบางส่วน เมื่อครั้งยังรับราชการในกระทรวงบัวแก้ว ออกมาเปิดเผยต่อสังคม

กรณีนี้เริ่มคล้ายซ้ำเติมกับกรณีของ “บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์” อดีตผู้สมัครสส.กทม. พรรคประชาชน ที่ถูกตำรวจจับกุมในคดีร้ายแรง แม้ “ทูตพิศาล” ชี้แจงและยอมรับการกระทำในอดีต ขณะที่ “บุญฤทธิ์” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วก็ตาม แต่ทำให้พรรคประชาชนติดกับดักรอยอดีต และยิ่งถูกตั้งคำถามว่ามีความจริงจังแค่ไหน ในการตรวจสอบประวัติหรือเรื่องราวในอดีตของบุคคลที่พรรคจะนำมาเสนอประชาชนให้มาเป็นผู้แทนของประชาชน และเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศ

เป็นบทเรียนสำคัญทั้งต่อพรรคการเมืองในการคัดกรองบุคลากร และประชาชนต้องขบคิดให้มากขึ้นเพื่อพิจารณาให้ความไว้วางใจเลือกคนเข้าไปทำหน้าที่สำคัญของบ้านเมือง .