เมื่อวันที่ 8 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่เดลินิวส์ร่วมกับมติชน ทำโพลออนไลน์ ภายใต้แนวคิด “เดลินิวส์×มติชน โพลเลือกตั้ง 2569 ฟังเสียงคนไทย” โดยเปิดให้ทำโพลตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งโพลครั้งที่ 1 มี 2 คำถามคือ 1.บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี และ 2.พรรคการเมืองที่ต้องการสนับสนุน มีกลุ่มตัวอย่างผู้ทำโพลออนไลน์ 93,391 ตัวอย่าง พบว่า ข้อ 1.บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตพรรคเพื่อไทย 39.2% อันดับ 2 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตพรรคประชาชน 38.8%

อันดับ 3 (มี 2 คน) คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตพรรคประชาชน และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตพรรคโอกาสใหม่ เท่ากัน 3.2% อันดับ 4 (มี 2 คน) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตพรรคไทยสร้างไทย และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตพรรคภูมิใจไทย เท่ากัน 2.7% อันดับ 5 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตพรรคประชาธิปัตย์ 2.4% อันดับ 6 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตพรรคประชาชน 2% อันดับ 7 นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ 1.2% และอื่น ๆ 4.6%

ข้อ 2.พรรคที่จะสนับสนุนในการเลือกตั้ง 2569 อันดับ 1 พรรคประชาชน 45.1% อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 39.5% อันดับ 3 พรรคโอกาสใหม่ 3.2% อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย 3.1% อันดับ 5 พรรคไทยสร้างไทย 2.6% อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ 2.4% อันดับ 7 พรรคเศรษฐกิจ 1% ยังไม่ได้ตัดสินใจ 0.9 % ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ 0.8% และที่ตอบพรรคอื่น ๆ 1.4 %

สำหรับกลุ่มตัวอย่างทำโพล จำแนกได้ว่า เป็นชายมากที่สุด 55,060 คน รองลงมาเป็นหญิง 31,226 คน เพศทางเลือก 3,806 คน และไม่ระบุเพศ 3,299 คน อายุของกลุ่มตัวอย่าง อายุ 29-44 ปี มากที่สุด 35,992 คน รองลงมา 45-60 ปี 24,729 คน อายุ 18-28 ปี 19,178 คน อายุ 61-78 ปี 12,195 คน อายุ 78 ปีขึ้นไป 1,277 คน โดยกลุ่มตัวอย่างมีระดับการศึกษา ระดับปริญญาตรีมากที่สุด 47,926 คน รองลงมา ระดับต่ำกว่าปริญญาตรี 27,830 คน ระดับปริญญาโท 14,337 คน ปริญญาเอก 3,298 คน อาชีพเป็นพนักงานเอกชนมากที่สุด 22,666 คน รองลงมาอาชีพอิสระ 17,387 คน เจ้าของธุรกิจ 12,959 คน ข้าราชการ 10,774 คน เกษียณอายุ 7,266 คน เกษตรกร 4,592 คน

ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างมีรายได้ 10,001-20,000 บาท มากที่สุด จำนวน 20,210 คน รายได้ 20,001-30,000 บาท 18,898 คน รายได้ 30,001-50,000 บาท 17,404 คน รายได้ 60,001 บาทขึ้นไปมากที่สุด 14,937 คน ไม่เกิน 10,000 บาท 14,837 คน 50,001-60,000 บาท 7,107 คน และจำแนกตามภูมิภาค พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยู่ในภาคกลาง-กทม. มากที่สุด 48,738 คน รองลงมาเป็นตะวันออกเฉียงเหนือ 19,820 คน เหนือ 14,298 คน และใต้ 10,535 คน ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามอยู่ในกรุงเทพฯ มากที่สุด รองลงมา คือ นนทบุรี เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา ปทุมธานี ขอนแก่น สมุทรปราการ อุบลราชธานี และอื่น ๆ

นายปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากผลการโหวตสรุปได้ว่า 1. พรรคประชาชน-เพื่อไทย เป็นพรรคใหญ่ 2 พรรคในโพลออนไลน์ที่ได้รับคะแนนโหวตทิ้งพรรคอันดับอื่นๆ อนุมานได้ว่าฐานเสียง 2 พรรคนี้เป็นกลุ่มที่เข้าถึงและใช้อินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี ช่องว่างเห็นชัดจากคะแนน 2 พรรคเป็นหลัก 3-4 หมื่น แล้วพรรคอื่นอยู่ในระดับพัน 2. วิเคราะห์ทั้งในภาพรวมระดับประเทศ และรายภูมิภาค คะแนนความนิยมของพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ คะแนนจะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ไปทางเดียวกัน มีส่วนต่างระหว่างคะแนนพรรคกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่มากประมาณ 1%

3.พรรคประชาชน เมื่อวิเคราะห์ทั้งในภาพรวมทั้งประเทศและรายภูมิภาค ได้เห็นแบบแผนคล้ายกัน คือ มีส่วนต่างของคะแนนประมาณ 4-5% ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนว่า คะแนนพรรคมากกว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แต่ถ้าดูละเอียดไปอีก ช่องว่างคะแนนตรงนั้นจะเทไปที่แคนดิเดตอีก 2 คน คือ น.ส.ศิริกัญญา กับ นายวีระยุทธ ซึ่งถ้ารวมกันแล้วก็ยังพออนุมานได้ว่า คะแนนไปในทางเดียวกัน เพียงแต่แคนดิเดตคนเดียวจะดึงคะแนนได้ไม่เท่านายยศชนัน ของพรรคเพื่อไทย เลยต้องช่วยกันดึงหลายคน

4.เมื่อนำผลโพลมาวิเคราะห์ทำให้มองในเชิงยุทธศาสตร์การหาเสียงได้ว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงปั้นและชูนายยศชนัน เดี่ยวๆ เพราะดึงคะแนนให้พรรคได้ ในขณะที่พรรคประชาชนต้องใช้แคนดิเดตนายกฯ 3 คนช่วยกันดึงคะแนน แล้วตามด้วยเปิดแคมเปญว่าที่รัฐมนตรีที่มาจากคนนอก เพื่อมาช่วยกันดึงคะแนน ตรงนี้ชัดว่า พรรคประชาชนไม่เหมือนพรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่ ที่ผู้นำพรรคอย่างนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแม่เหล็กที่ดึงคะแนนพรรคขึ้นมาได้เลย แต่ยุทธศาสตร์ตอนนี้ต้องใช้หลายคนช่วยกันดึง 5. เมื่อเจาะรายภูมิภาค คะแนนพรรคประชาชน มีความนิยมสูงในภาคกลาง กับภาคใต้ แต่ช่องว่างจากเพื่อไทยไม่ได้มาก ส่วนตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อไทยมากกว่าแต่ช่องว่างก็คล้ายกันคือ 7-8% จะมีภาคเหนือจะเห็นช่องว่างคะแนนที่ไม่มากอยู่ที่ 3-4% สะท้อนว่าน่าจะยังสูสีสำหรับคะแนนพรรค

6.เมื่อมองช่วงอายุ อนุมานได้ว่า ฐานเสียงหลักของพรรคประชาชนอยู่ช่วงอายุ 18-28 ปี กับ 29-44 ปี ซึ่งมีช่องว่างทิ้งเพื่อไทยอยู่ประมาณ 10% ส่วนเพื่อไทย ช่วงอายุ 45-60 ปี, 61-78 ปี และ 79 ปีขึ้นไปจะมีความนิยมมากกว่า ข้อสังเกตคือ ช่วงอายุ 45-60 ปี คะแนนพรรคเพื่อไทยมีช่องว่างประมาณ 6% จากพรรคประชาชน แต่ถ้าเป็น 61-78 ปี และ 79 ปีขึ้นไป ช่องว่างคะแนนพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคประชาชนอยู่ถึงกว่า 18-19% อนุมานได้เบื้องต้นว่าเพื่อไทยน่าจะยังมีฐานเดิมที่เป็นผู้สูงอายุพอสมควร 7.ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการเป็นพรรคใหญ่ ในโพลนี้เป็นโพลออนไลน์ที่น่าจะสร้างกระแสได้เป็นอย่างดี คะแนนยังอยู่ที่ 2-3% ทั้งพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เลยเป็นโจทย์ท้าทายว่าจะสร้างกระแสยังไงถ้าต้องการ สส.บัญชีรายชื่อมากกว่า 10 คน นายอนุทินคนเดียวดึงคะแนนไม่พอ และ 8.ส่วนพรรคอื่นๆ เนื่องจากช่วงที่เริ่มสำรวจเพิ่งขยับกัน จะมีที่ทยอยเข้ามา เช่น พรรคไทยสร้างไทย พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ณ ตอนนี้ยังอธิบายได้ไม่มาก

ทางด้าน นายสติธร ธนานิธิโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ผลโพลครั้งที่ 1 สะท้อนภาพการเมืองออนไลน์ค่อนข้างชัดว่า พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาชน ยังเป็นสองขั้วหลักที่ครองใจชาวออนไลน์และคอการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ความนิยมต่อพรรคและการจับตามองตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยคะแนนของนายยศชนัน ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 เหนือนายณัฐพงษ์ แบบฉิวเฉียด สะท้อนการแข่งขันที่ยัง “สูสี” และยังไม่ขาดจากกันอย่างมีนัยสำคัญ

“ในเชิงโครงสร้างคะแนน ความก้ำกึ่งระหว่างแคนดิเดตทั้งสองคนมีคำอธิบายที่น่าสนใจ กล่าวคือ ฝั่งพรรคประชาชนมีการเสนอแคนดิเดตมากกว่า 1 คน ทำให้คะแนนความนิยมกระจายไปยัง น.ส.ศิริกัญญาและนายวีระยุทธ ขณะที่พรรคเพื่อไทยชูนายยศชนัน เป็นตัวเลือกหลักเพียงคนเดียว ส่งผลให้คะแนนรวมของแคนดิเดตเพื่อไทยดู “เข้มข้น” มากกว่า แม้เมื่อพิจารณาความนิยมต่อพรรคโดยรวม พรรคประชาชนยังคงนำอยู่ก็ตาม ภาพนี้จึงบอกเราว่า การแข่งขันตำแหน่งนายกฯ ในสายตาสาธารณะยังคงจำกัดอยู่ในสองชื่อหลัก และยังเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะการสื่อสารทางการเมืองในระยะถัดไป”

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันอย่างพรรคภูมิใจไทยยังเบียดแทรกในแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ค่อนข้างยากเมื่อเทียบกับ 2 พรรคใหญ่ข้างต้น อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าช่วงเวลาที่ทำการสำรวจความเห็นในรอบนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเลือกตั้งมาก ๆ ทำให้การเปิดตัว “3 รัฐมนตรีโดนใจ” ของพรรคภูมิใจไทยอาจจะยังไม่ทันออกดอกออกผลเป็นความนิยมให้กับพรรค รวมถึงบทบาทช่วงหลัง ๆ ของนายกฯ อนุทินที่เริ่มได้รับกระแสตอบรับเชิงบวก โดยเฉพาะประเด็นชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลต่อคะแนนนิยมในรอบถัดไปได้ไม่น้อย ในทำนองเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์ แม้คะแนนในโพลรอบนี้ยังไม่โดดเด่น แต่สัญญาณทางการเมืองระยะหลัง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคใต้ ดูเหมือนจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมทั้งหมดจึงชี้ว่า โพลรอบแรกนี้เป็นเพียง “ภาพตั้งต้น” มากกว่าบทสรุปสุดท้าย คงต้องติดตามกันต่อในโพลรอบสองว่า เมื่อแต่ละพรรคและแคนดิเดตเริ่มขยับเกมอย่างจริงจัง คะแนนนิยมจะเปลี่ยนแปลงและเรียงลำดับใหม่อย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับการทำโพลเดลินิวส์-มติชน ในครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นในวันที่ 9-15 ม.ค.69 โดยมีคำถาม 8 คำถาม ประกอบด้วย 1.ท่านเห็นว่าใครควรเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป 2.ท่านจะเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใด 3.ปัจจัยใดที่ทำให้ท่านตัดสินใจเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 4. ท่านจะเลือก สส.ระบบเขตจากพรรคการเมืองใด 5.ปัจจัยใดที่ทำให้ท่านตัดสินใจเลือก สส.ระบบเขต 6. ท่านจะให้น้ำหนักในการพิจารณาเลือก สส.จากพรรคการเมือง ที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องใดมากที่สุด 7. ท่านจะไปลงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่ และ 8.ท่านเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จึงขอเชิญชวนผู้อ่านเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพลครั้งที่ 2 ด้วย.