และการเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นศึกเดิมพันครั้งสำคัญของ พรรคประชาชน ( ปชน.) ในยุค “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และคนอื่นๆ ในพรรค ลงพื้นที่ ขายการขอโอกาสให้ได้ลองเป็นฝ่ายบริหารดูบ้าง เปลี่ยนเอาคนใหม่ๆบ้าง จึงมีการเสนอชื่อรัฐมนตรีจาก “คนนอก” ที่ถูกมองว่า เอามาแข่งกับ “รมต.อ้วน”สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และ“รมต.แต๋ม”ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่จะกลับมาอีกครั้ง ถ้า “ภูมิใจไทย”ตั้ง ครม.ได้
นอกจากนี้การหาเสียงของพรรคส้มจะค่อนข้างติดขัดกว่าพรรคอื่นๆตรงที่วาทกรรมเดิมๆ ที่เคยพูดแบบ “มันปาก” ถึง “ทหาร” ย้อนกลับมาทิ่มแทง โดยเฉพาะเมื่อทหารปกป้องแผ่นดินไทยได้ดีในสถานการณ์ไทย- เขมร ก็ยิ่งปลุกกระแสเอาคำพูดเดิมๆ อย่างคำว่า มีทหารไว้ทำไม รบไปก็ไม่ชนะ ฯลฯ มาไล่ถาม “หัวหน้าเท้ง” ก็ได้แฟนคลับ “หัวคะแนนธรรมชาติ”ช่วยแก้ต่างให้ด้วย นอกจากที่เวลาผู้สมัคร สส.หรือผู้บริหารพรรคลงพื้นที่หาเสียง ก็ต้องถูกถาม จนเป็นข่าวแทบทุกวัน
พรรคส้มพยายามสื่อสารใหม่ว่าเป็นพรรคที่รักทหารกว่าใคร ให้ความสำคัญกับกำลังพลผู้น้อย เห็นด้วยกับการซื้ออาวุธยกเว้นเรือดำน้ำ แต่มีเสียงจากสายทหารมาว่า ถ้อยคำที่บาดลึกที่สุดคือ“รบไปก็แพ้” คงต้องใช้เวลาแก้ความไม่พอใจ จะให้ขอโทษก็กลัวเสียศักดิ์ศรี หรือกลัวยิ่งโดนโจมตี ไล่บี้หนักว่า“ตอนพูดคิดอะไรอยู่”
ด้านพรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนค่อนข้างมั่นใจจะเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ความมั่นใจของ “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค มาจากยุบสภาตอนภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ฐานเสียงบ้านใหญ่ที่ย้ายเข้ามาหลายกลุ่ม “เสี่ยหนู” ไม่ยกโพลอะไรมาอ้าง บอกว่า “ใช้ประสบการณ์ คุยกับผู้สมัครก็พอจะประเมินรู้ว่า ใครได้หรือไม่ได้”
“เราเน้นการหาเสียงแบบออร์แกนิก อย่าไปจัดตั้งอะไร ไปให้เป็นธรรมชาติไม่ต้องมีพิธีรีตอง ผมก็ไม่ค่อยถนัดพิธีด้วย” เสี่ยหนู กล่าวย้ำและเมื่อวันที่ 7 ม.ค.69 ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ “นายกฯหนู” ก็ไปพบประชาชนที่ตลาดศรีย่าน กรุงเทพฯ มีประชาชนที่จับจ่ายซื้อของในตลาด เข้ามาทักทาย และขอถ่ายภาพร่วมด้วย พร้อมทั้งสะท้อนปัญหาเรื่องการค้าขาย เป็นการใช้ความเรียบง่าย ที่ชวนให้นึกถึงคำว่า “เซาะกราว” ที่ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทยชอบใช้ คือขายความ“บ้านๆ”เข้าถึงง่าย เพราะฐานเสียงสำคัญคือ สส.เขตในต่างจังหวัดมากกว่าเขตเมือง
ข้างฝ่ายพรรคเพื่อไทย การหาเสียงเที่ยวนี้เป็นภารกิจท้าทาย กับการ “ปั้นนายกฯ” ที่ทำอย่างไรไม่ให้มีข้อครหาเรื่อง“มาจากชินวัตร”และยังต้องเป็นคนที่น่าสนใจด้วยตัวเอง “ดร.เชน”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ มาในมาดนิ่งและพูดจาดีตอบทุกคำถามอย่างละมุนละม่อม ไม่ด่วนแสดงจุดยืนใดๆ ตอบอย่างให้เกียรติทุกคนว่า “ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน” แม้กระทั่งข้อครหา ใครเทา ใครไม่เทา ก็ใช้คำตอบเดียวกัน และว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีล็อคเป้าใครไม่ได้
ซึ่ง “เพื่อไทย” เดินสายลงพื้นที่ถี่ๆ “ดร.เชน” บอกว่า จากโพลของพรรค คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “เพราะปัจจุบันบ้านเมืองต้องการไปข้างหน้า ดังนั้นการที่เราไม่ไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ไม่ไปพูดถึงคนอื่นในทางที่ไม่ดี แต่เราพยายามพูดถึงนโยบายที่นำไปสู่พี่น้องประชาชนแบบลงรายละเอียด ทำให้ทุกคนเริ่มกลับมามองเรา เข้าใจในแนวทางของเรา” จุดขายของเพื่อไทยเที่ยวนี้ดูจะเป็นท่าทีพร้อมร่วมกับใครก็ได้
เชื่อว่า ในช่วงโค้งสุดท้าย ประชาชนคงอยากฟังนโยบายที่พร้อมทำให้เป็นจริงมากขึ้น เพื่อใช้ในการตัดสินใจ วันที่ 8 ก.พ.นี้.



