เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ม.ค. ที่รัฐสภา นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของพล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล เข้ายื่นหนังสือถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ผ่านกลุ่มงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งกรรมการอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ไต่สวนตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ

จากนั้น นายสัญญาภัชระ แถลงว่า ตามกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนที่ตรวจสอบคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมถึงกรณีที่จะส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ตรวจสอบนั้น ส่อว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมายและส่อว่ากระทำการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะข้อกล่าวหาดำเนินคดีเกี่ยวกับ ป.ป.ช. นั้น ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจตรวจสอบตนเอง ส่วนรายละเอียดที่เกิดขึ้นนั้นถูกมองว่าเข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากรณีกล่าวหาเรื่องกรรมการ ป.ป.ช. ร่ำรวยผิดปกติ มีช่องทางดำเนินคดีกับ ป.ป.ช. คือส่งให้ประธานรัฐสภา หรือให้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ 1 ใน 5 หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงรายชื่อร่วมกัน 20,000 คน เพื่อเสนอให้ประธานรัฐสภาตรวจสอบและเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งไต่สวนคณะกรรมการอิสระและหากมีมูลส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่มีคดีเรื่องให้สินบนทองคำ มีคลิปและหลักฐานปรากฏ ประเมินหรือไม่ว่าจะหักล้างของ สว. ที่จะส่งเรื่องให้ตั้งกรรมการอิสระ  นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า การจะเข้าสู่ขั้นตอนที่จะยื่นต่อประธานวุฒิสภา ต้องดูในรายละเอียดและหลักฐานต่างๆ ถ้าเห็นว่ามีข้อเท็จจริงต่างๆ และสอดคล้องกับมาตรา 49 วรรคสอง จะมองว่าเป็นเรื่องทำในลักษณะตัวการ ผู้ใช้ผู้สนับสนุน เหมือนกับคดีที่ต้องไปด้วยกันไม่สามารถแยกการพิจารณาได้ ในเมื่อกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดไว้เป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นต้องไปในช่องทางที่กำหนดไว้ เพราะมีการตรวจสอบที่เข้มข้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลการตรวจสอบที่เข้มข้นของกรรมการอิสระที่ประธานศาลฎีกาตั้งขึ้นมาจากคนที่มีความเป็นกลางทางการเมืองที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าใครผิดใครถูก หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้มั่นใจว่าได้รับความเป็นธรรมแน่นอน แต่สิ่งที่ตนพูดคือ กระบวนการเริ่มต้นต่างๆ ผิดทั้งหมด และเป็นการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะเรื่องนี้ที่ถูกกล่าวหา จำนวน 6 คน ซึ่ง 1 ในนั้นคือ กรรมการ ป.ป.ช. ส่วนจะผิดหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่วิธีการตรวจสอบทางกฎหมายชัดเจนว่าต้องมาใช้ช่องทางนี้

“ตำรวจไม่มีอำนาจสอบสวน ส่วนการดำเนินการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจตรวจสอบตัวเอง เมื่อไม่มีอำนาจ ต้องเข้ามาสู่กกระบวนการนี้ ดังนั้นการสอบสวนต่างๆ ที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้สิ่งที่ดำเนินการนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่สิ่งที่ทำมานั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ” นายสัญญาภัชระ กล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนี้ภาพจำของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่มีความน่าเชื่อถือเหลืออยู่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ภาพจำและข้อกฎหมายต่างกัน ตนมาพูดในเรื่องกฎหมาย ดังนั้นในเรื่องภาพจำขอให้เป็นเรื่องการพิสูจน์พยานหลักฐาน การตัดสินไม่สามารถตัดสินสิ่งนี้ได้ ต้องดูพยานหลักฐานว่ารับฟังได้ขนาดไหน พยานมาชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีรายละเอียดจำนวนมาก

เมื่อถามว่า การยื่นให้ สว. ตรวจสอบตั้งกรรมการอิสระ ไม่ใช่เป็นการแก้เกี้ยวใช่หรือไม่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องแก้เกี้ยว เพราะการดำเนินการขององค์กรอิสระไม่ได้ทำให้คดีต้องล้มไป แต่ต้องให้เริ่มต้นกระบวนการอย่างถูกต้องดีเสียกว่าที่ทำไปอย่างไม่ถูกต้องแล้วจบไม่ได้ และไปฟาวล์ในภายหลัง ขณะที่การดำเนินการกับกรรมการ ป.ป.ช. มีกฎหมายที่บัญญัติสำหรับการดำเนินคดีโดยเฉพาะ

เมื่อถามว่า การใช้กระบวนการกฎหมายตอนนี้ ถูกมองว่าเพื่อประวิงเวลาเปิดโอกาสให้ต่อรองคดีเกิดขึ้นได้ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า “ไม่ ไม่เลย เพราะช่วงที่รับทราบข้อกล่าวหาขณะนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทราบเฉพาะที่ถูกกล่าวหา ไม่รู้ว่า กรรมการ ป.ป.ช. เข้ามาเกี่ยวข้องส่วนใด ทั้งนี้ในทุกขั้นตอนต้องทำให้ถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นความเชื่อมโยงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับกรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องที่ถูกตรวจสอบ อีกทั้งไม่ได้เป็นการถ่วงเวลา แต่ก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณแล้วว่าไม่ถูกต้องขั้นตอน จึงต้องทำให้ถูกช่องทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผมแพ้หรือชนะคดี ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องถ่วงเวลา

เมื่อถามว่า เหตุใดเรื่องใหญ่เช่นนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงไม่ออกมาชี้แจงเอง นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เพราะไม่ต้องการให้เกิดการตอบโต้กันไปมา ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเป็นการชี้นำ ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าหนีไปต่างประเทศแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตนเข้าพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทุกวัน เพื่อพูดคุยทั้งเรื่องคดีและกรณีอื่นๆ ที่เป็นส่วนที่ต้องรับทราบและหลังจากนี้ตนเองจะเข้าไปพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เช่นกัน

เมื่อถามถึง กรณีการดำเนินการกับนายสุรสิทธิ์ แพเกิด พยานในคดีติดสินบนทองคำ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตนไม่ก้าวล่วงเพราะไม่ได้เป็นทนายความของนายสุรสิทธิ์ แต่การดำเนินการหากไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.อุ้มหาย ถือว่าไม่ชอบ

“ผมมายื่นเพราะพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจตามกฎหมายและขัดกับรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะที่การดำเนินการของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีอำนาจเช่นกัน ดังนั้นการทำที่ผ่านมาของพนักงานสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” นายสัญญาภัชระ กล่าว.