เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผช.ผบ.ทอ.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานข้อมูลข่าวสารร่วม ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงการที่ยังต้องติดตามความจริงใจของกัมพูชา โดยเฉพาะภายหลังที่ฝ่ายกัมพูชาได้มีหนังสือชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่ยิงอาวุธเข้ามาในพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต เช่น การปักปันพื้นที่เขตแดน ผ่านการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (เจบีซี)
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า เข้าใจถึงความรู้สึกของประชาชนไทยในขณะนี้ ที่ยังคงไม่พอใจต่อท่าทีของกัมพูชา แต่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานระดับประเทศ และจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ จึงต้องพิจารณาตามข้อมูลหลักฐาน ข้อเท็จจริง และเจตนารมณ์ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งในขณะนี้การดำรงการสื่อสารระหว่างกัน ตามแถลงการณ์ร่วมในข้อที่ 16 ก็ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ทำให้แม้ฝ่ายไทยจะพยายามสื่อสารโดยยึดมั่นในข้อเท็จจริง แต่ฝ่ายกัมพูชาจะมีการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ มาด้วย จึงสรุปว่าแม้ขณะนี้ จะมีแถลงการณ์ของฝ่ายกัมพูชา แต่โดยส่วนตัวก็ยังไม่รู้สึกพอใจเท่าที่ควร
ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า กระทรวงการต่างประเทศก็ยังไม่พึงพอใจกับการแสดงความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาในขณะนี้เช่นกัน จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังข้อตกลงหยุดยิง แต่ในเบื้องต้น การแสดงความรับผิดชอบของฝ่ายกัมพูชาที่ยิงอาวุธเข้ามาในไทย ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สามารถเดินหน้าร่วมกันต่อไปได้ และในขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามว่าทั้ง 2 ฝ่ายปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม Joint Statement ทั้ง 16 ข้อ อย่างเคร่งครัดเพียงใด เพื่อดำเนินการต่าง ๆ ร่วมกันและปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
นางมาระตี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศยังคงเดินหน้าติดตามในเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ตามกรอบอนุสัญญาออตตาวา ต่อไป ในฐานะรัฐภาคีที่มีความรับผิดชอบต่ออนุสัญญาฯ เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดขึ้นอีก ซึ่งเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความร่วมมือในกรอบต่าง ๆ เช่น การประชุมเจบีซีต่อไป



