สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ว่า นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กล่าวว่า กองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในกรุงเคียฟ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยประมาณครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง หรือราว 6,000 แห่ง ไม่มีระบบทำความร้อนใช้งาน ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัด อุณหภูมิลดต่ำถึง -15 องศาเซลเซียส


คลิตช์โกเตือนว่า สถานการณ์อยู่ในขั้น “วิกฤติอย่างยิ่ง” และขอให้ชาวเมืองที่มีช่องทาง เดินทางไปพักอาศัยในพื้นที่อื่นซึ่งมีแหล่งพลังงานและระบบความร้อนสำรองเป็นการชั่วคราว ขณะที่เทศบาลกรุงเคียฟปัจจุบันเร่งจัดตั้ง “ศูนย์พักพิงและสร้างความอบอุ่น” มากกว่า 1,200 แห่งทั่วเมืองหลวง เพื่อบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้น

ประชาชนหลบภัยที่สถานีรถไฟใต้ดินในกรุงเคียฟ ระหว่างที่รัสเซียกำลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ในเมืองหลวงของยูเครน 9 ม.ค. 2569


ด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน ระลอกใหญ่ในกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และเปิดเผยด้วยว่า กองทัพรัสเซียใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงหรือขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกรุ่น “โอเรชนิก” ด้วย


ขณะเดียวกัน เซเลนสกีประณามรัสเซีย “ใช้สภาพอากาศที่หนาวเย็นเป็นเครื่องมือในการสร้างความหวาดกลัว” และเปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตกาตาร์ในกรุงเคียฟได้รับความเสียหายด้วย ซึ่งถือเป็นการโจมตีเมืองหลวงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายเดือน


ส่วนกระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันการใช้ขีปนาวุธโอเรชนิกจริง เพื่อโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในกรุงเคียฟ ซึ่งขีปนาวุธรุ่นนี้สามารถติดตั้งหัวรบได้ทั้งแบบธรรมดาและนิวเคลียร์ เรียกเสียงประณามจากฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ว่าเป็น “การยกระดับความรุนแรงที่ไม่อาจยอมรับได้”.

เครดิตภาพ : AFP