โดยเฉพาะจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่การปะทะหรือการสู้รบสามารถปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ และสามารถถูกนำมาเป็นประเด็นโกยเรตติ้ง หรือทำลายล้างทางการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้งได้

ในกรณีนี้พรรคที่เป็นตำบลกระสุนตก คือ พรรคประชาชน” กับวลีทหารมีไว้ทำไม” ที่ตามหลอกหลอนเมื่อแกนนำหรือผู้สมัคร สส.ของพรรคส้มลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งตั้งแต่ตัว หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และบรรดาลูกพรรคต้องคอยตอบว่ามีไว้ปกป้องอธิปไตยของประเทศ ไม่ได้มีไว้เพื่อปกครองประเทศ

แม้เป็นเรื่องพื้นฐานที่คนไทยควรรู้ว่าทหารมีไว้ทำไม  แต่การเมืองไทยที่ผ่านมาทำให้คนจำนวนไม่น้อยแยกบทบาทของทหารกับการเมืองไม่ออก จนคำถามนี้วนเวียนซ้ำกลับมาเป็นหอกทิ่มแทงพรรคส้ม ทั้งที่บริบทเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อการต่อสู้ยุคผู้นำ 3 ป. ที่มาจากการรัฐประหารปี 2557

ล่าสุด ทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินสายช่วยรณรงค์หาเสียง ชวนคนไทยในสหรัฐอเมริกาใช้สิทธิ์เลือกตั้งและลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญในวันที่ 8 ก.พ.นี้  โดยได้ออกปากยอมรับว่าตัวเองเป็นคนตั้งคำถามว่าทหารมีไว้ทำไม ขณะปราศรัยเลือกตั้งเมื่อปี 2566  ตอนที่พูด นึกถึงทหารสนามกอล์ฟ ไม่ได้นึกถึงทหารสนามรบ มันเป็นความผิดของตนเอง จนถึงทุกวันนี้ยังรู้สึกเสียใจ อยากจะขอโทษทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย ทหารมืออาชีพจริงๆ ที่เขาเสียสละเพื่อจะปกป้องแผ่นดินของเรา

ตอนที่พูด พูดในช่วงที่ทหารมีนาฬิกาแพงๆ ทหารที่ทำการรัฐประหาร ทหารสนามกอล์ฟ แต่ไม่ได้พูดออกมาให้ชัดว่า ตนเคารพทหารสนามรบ แต่ทหารที่ปกครองประเทศเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราก็รู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่พูดไปตอนนั้นมันเอาท์เดต (ล้าสมัย) มากกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน

เรื่องนี้ทำเอาผู้สนับสนุนพรรคส้มอย่าง ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์”  อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ออกมาสับเละว่าทำไมต้องขอโทษ เพราะที่ผ่านมาก็พูดถูกทุกอย่าง เหตุที่ต้องขอโทษเพราะกลัวตกขบวนรถไฟชาตินิยม จนยอมทิ้งอุดมการณ์หรือไม่

ขณะที่ก่อนหน้านี้ หมอนิว” กัลยพัชร รจิตโรจน์  อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  ออกมาทิ้งบอมบ์ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชน พร้อมระบุว่า รับไม่ได้ที่พรรคเปลี่ยนไป รู้สึกหมดศรัทธาเพราะพรรคกำลังจะกลายเป็นพวกเขา จนสูญเสียตัวตน และอุดมการณ์เดิม หวังเข้าสู่อำนาจจอมปลอม รวมทั้งประเด็นการเปิดตัวคนนอกเป็นรัฐมนตรีเพื่อสู้กับพรรคสีน้ำเงิน  ทั้งที่คนในก็มีความรู้ความสามารถที่สำคัญมีอุดมการณ์ร่วมต่อสู้กับพรรคมาตั้งแต่ต้น

ทำเอา ปิยบุตร แสงกนกกุลแกนนำคณะก้าวหน้า ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน เดือดดาล บอกว่าใช้ไม่ได้ที่ออกไปแล้วกลับมาเผาบ้านแบบนี้  พร้อมไล่ให้ไปส่องกระจกดูตัวเอง ว่าเป็นเพราะไม่ได้ตำแหน่งใช่หรือไม่ พรรคนี้มี 3 ช่วงชีวิต ตอนนี้ถึงชีวิตที่ 3 แล้ว บริบทก็เปลี่ยน ชีวิตมันเปลี่ยน สถานการณ์มันเปลี่ยน พอชีวิตเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน วิธีการเดินก็เปลี่ยน แต่หลักใหญ่ใจความ Core Value (ค่านิยมหลัก) ของพรรค วิธีคิดก็ยังเหมือนเดิม

3 ชีวิตคืออะไร ช่วงแรกเราตั้งมาเพื่อสู้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องดึงพลังของคนออกมาจำนวนมาก ทั้งคนที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย หรือคนสารพัดสีมารวมพลังกัน ดังนั้นออกลักษณะที่อาจจะดูปลุกเร้า พอมารอบ 2 มันต่อเนื่องจากสถานการณ์การชุมนุม แล้วต้องการสกัดไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจอีก มาถึงช่วงที่ 3 จะเป็นรัฐบาลแล้ว คุณต้องใช้การเลือกตั้งให้จบ แล้วต้องเป็นรัฐบาล ต้องเดินอีกแบบหนึ่งปิยบุตรกล่าว

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าการเลือกตั้งรอบนี้ที่พรรคประชาชนเจอสารพัดมรสุมและราวกับจะเป็นช่วงขาลงที่สุด แต่ดูเหมือนบรรดาแกนนำพรรคทั้งหน้าฉากและหลังฉากจะมีความมั่นใจและมีความหวังมากที่สุดในการที่พรรคส้มจะเข้าสู่อำนาจบริหารได้ ซึ่งนอกจากคะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชนที่จะเป็นตั๋วใบที่ 1 ที่พรรคส้มต้องชิงความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้แล้ว การออกมาขอโทษปมมีทหารไว้ทำไม และท่าทีที่อ่อนลงในเรื่องกองทัพของแกนนำพรรค เป็นการส่งสัญญาณไปถึงชนชั้นนำผู้ออกตั๋วอนุญาตใบที่ 2 ด้วยหรือไม่.