เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานบทสัมภาษณ์นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ที่ต้องใช้พลังทางการเมืองของครอบครัว ควบคู่กับการแสดงวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งนายยศชนัน เชื่อว่า จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจให้เติบโตเฉลี่ยได้ปีละ 5% ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมศักยภาพของไทย และยังมีมาตรการเร่งด่วนอื่นๆ ทั้งการอุดหนุนเงินให้กับผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำ
บลูมเบิร์ก มองว่า นายยศชนัน กำลังเผชิญโจทย์ที่ละเอียดอ่อนในการลงชิงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งต้องใช้พลังทางการเมืองของครอบครัว เพื่อรักษาฐานเสียงของพรรค ที่เคยชนะการเลือกตั้งแทบทุกครั้ง และต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ตนเองมีแนวคิดใหม่ๆ ที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งนายยศชนันให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก ว่า ประเทศไทยมีนักวิจัยจำนวนมาก ประเทศไทยมีโอกาสมหาศาล แค่ลงทุนเพิ่มในโครงสร้างพื้นฐานและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ก็สามารถสร้างอุตสาหกรรมบริการรักษามะเร็งขึ้นมาใหม่ได้ เพราะเชื่อว่า “อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส” มีศักยภาพที่จะเติบโตแซงภาคเศรษฐกิจอื่นๆ และเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย และประเทศไทยยังสามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และโดยเฉพาะสำหรับ Medical AI ได้
บลูมเบิร์ก มองว่า ในฐานะบุตรชายนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ นายยศชนัน ก้าวขึ้นมาเป็น “หน้าใหม่” ของพรรคเพื่อไทยอย่างไม่คาดคิด และกลายเป็นหนึ่งในตัวเต็งนายกฯ ซึ่งถูกวางตัวเป็นการรีเซตยุทธศาสตร์ของขั้วชินวัตร หลังจากที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกพี่ลูกน้องของนายยศชนัน ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นจากตำแหน่ง และนายยศชนัน ยังถูกมองว่าเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายประชานิยมแบบเดิม กับอนาคตเศรษฐกิจแบบไฮเทค ที่สามารถดึงทั้งฐานเสียงชนบทภาคเหนือและอีสาน และกลุ่มชนชั้นกลางใน กทม.ที่ต้องการการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า แต่นายยศชนัน ยังจะต้องพิสูจน์ภาพลักษณ์ว่า เป็น “ตัวแทน” ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมถึงพิสูจน์การแก้ปัญหาระหว่างขั้วอำนาจเก่า และขั้วอำนาจใหม่

นายยศชนัน ยังมั่นใจว่า ใน 4 ปี จะสามารถทำให้ประเทศไล่ทันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่กำลังเติบโตเร็วกว่าประเทศไทยเป็นเท่าตัวหรือมากกว่า แต่ต้องแก้ปัญหาโครงสร้างร้ายแรงให้ได้ ทั้งหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนรวยกับคนจน โดยนายยศชนัน ได้มีแผนเร่งด่วนในการแก้ปัญหา ทั้งการอุดหนุนรายได้ประชาชนที่ยากจนกว่าเส้นความยากจนให้มีรายได้ถึง 36,000 บาท/ปี, การแก้หนี้เชิงรุก, การพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และประกันกำไรผลผลิต 30% ซึ่งสะท้อนความสำคัญของฐานเสียงชนบทที่เป็นรากฐานความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ส่วนนโยบายใน กทม. ได้ประกาศลดค่าเดินทาง เพื่อช่วยประชาชนเมืองที่กำลังแบกรับค่าครองชีพสูง
นายยศชนัน มั่นใจว่า จากประสบการณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักวิจัยจะช่วยให้ตนเองเข้าใจว่า “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” คืออนาคตของประเทศไทย และแม้นายยศชนัน จะยืนยันว่า ตนเองเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ยอมรับความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เป็นแต้มต่อในการใช้คนมีประสบการณ์ เสมือนการยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ ซึ่งเป็นทีมรุ่นเก๋า สามารถช่วยต่อยอดความสำเร็จของประเทศได้ พร้อมมั่นใจว่า หากลงมือทำให้มากพอ ประชาชนก็จะลืมนามสกุลของตนเอง
บลูมเบิร์ก ยังกล่าวถึงการปราศรัยที่จังหวัดเชียงใหม่ของนายยศชนัน ที่ได้ขอแรงผู้สนับสนุนนายทักษิณให้ลงคะแนนให้ ซึ่งมีแม่ค้าขายในเชียงใหม่ วัย 67 ปี ยืนยันว่า สนับสนุนนายยศชนัน ไม่ใช่เพราะนามสกุล แต่เพราะหวังว่าจะแก้เศรษฐกิจได้
แม้นายยศชนัน จะมีคู่แข่งเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย แต่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ได้สะท้อนความนิยมอยากรวดเร็วหลังการเปิดตัวในเดือน ธ.ค.68 ซึ่งสวนดุสิตโพล นายยศชนัน ได้รับความนิยมถึง 22% เป็นอันดับ 2, โพลมติชน–เดลินิวส์ ได้เป็นอันดับ 1 ถึง 39.2%

อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์ก ยังมองว่า แม้พรรคเพื่อไทย จะแพ้พรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งปี 2566 และหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าจะได้อันดับ 2 หรือ 3 ในครั้งนี้ แต่นายยศชนัน ก็พร้อมร่วมรัฐบาลผสมกับทุกพรรคที่รัฐมนตรีต้องไม่มีคดีทุจริต และใน 100 วันแรก นายยศชนัน พร้อมจะเน้นฟื้นความเชื่อมั่นเพื่อดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศด้วยการขายจุดแข็งจากจุดที่ตั้งของประเทศไทย ห่วงโซ่อุปทานของไทย และความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติได้



