เมื่อแผ่นน้ำแข็งเริ่มละลาย ขุมทรัพย์มหาศาลที่เคยซ่อนอยู่ภายใต้ความหนาวเหน็บก็ปรากฏขึ้น… ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ มีดินแดนหนึ่งที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงอย่างหนัก ไม่ใช่ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ในฐานะ “หมากตัวสำคัญ” บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะผู้นำสหรัฐอเมริกาอย่างประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่อยากได้แผ่นดินนี้ใจจะขาด!.. ดินแดนนั้นคือ “กรีนแลนด์” (Greenland) เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอาร์กติก
ทำไมประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาถึงพยายามขอซื้อเกาะแห่งนี้มานานนับศตวรรษ? และอะไรที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งหนาเตอะกว่า 85% ของพื้นที่? วันนี้เราจะมาหาคำตอบไปด้วยกัน..

กรีนแลนด์อยู่ที่ไหน? และมีสถานะอย่างไร?
กรีนแลนด์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป และทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคนาดา แม้ในทางภูมิศาสตร์จะจัดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ในทางการเมือง กรีนแลนด์คือ ดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
ขนาดพื้นที่กว่า 2.1 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกในประเภทเกาะ)
ประชากรมีเพียงประมาณ 57,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต (Inuit)
กรีนแลนด์มีรัฐบาลท้องถิ่นจัดการเรื่องภายใน (เช่น การศึกษา, สุขภาพ) แต่เรื่องการทหารและการต่างประเทศยังคงอยู่ในอำนาจของเดนมาร์ก
ชื่อ “Greenland” ถูกตั้งโดย เอริค เดอะ เรด นักสำรวจไวกิงในศตวรรษที่ 10 เพื่อดึงดูดคนให้มาตั้งรกราก ทั้งที่ความจริงแล้วพื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง!

ทำไม “สหรัฐ” ถึงอยากได้กรีนแลนด์ใจจะขาด?
ความพยายามของสหรัฐ ในการครอบครองกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความต้องการที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่ปี 1867 จนถึงสมัยประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ที่เคยเสนอซื้อด้วยทองคำมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ และล่าสุดในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2019 ให้เหตุผลหลักแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ
1.ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์
“กรีนแลนด์คือจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารที่ยอดเยี่ยมที่สุด” ในการสอดส่องความเคลื่อนไหวของรัสเซียและจีน เป็นที่ตั้งของ ฐานทัพอวกาศ Pituffik (Pituffik Space Base) ซึ่งทำหน้าที่เตือนภัยขีปนาวุธข้ามขั้วโลกเหนือตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังเป็นจุดควบคุมเส้นทางเดินเรือเพื่อสกัดกั้นเรือดำน้ำนิวเคลียร์ไม่ให้หลุดเข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติก
2.ขุมทรัพย์แร่ธาตุหายาก
ภายใต้แผ่นน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ กรีนแลนด์อุดมไปด้วย แร่ธาตุหายาก (Rare Earth Minerals) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตสมาร์ตโฟน, คอมพิวเตอร์, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และยุทโธปกรณ์ไฮเทค หากสหรัฐเข้าถึงแหล่งแร่นี้ได้ จะช่วยลดการพึ่งพาจีนที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ในปัจจุบัน
3.ทำเลทองของ “Data Center” และเส้นทางเดินเรือใหม่
ด้วยสภาพอากาศที่เย็นจัดตลอดปี ทำให้กรีนแลนด์เป็นพื้นที่ในฝันสำหรับการสร้าง ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ช่วยประหยัดพลังงานในการระบายความร้อน นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อนยังกำลังเปิดเส้นทางเดินเรือสายใหม่ ซึ่งจะช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียและยุโรปอย่างมหาศาล

มากกว่าแค่ดินแดนน้ำแข็ง
ชาวกรีนแลนด์ หรือ ชาวอินูอิต มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ใน “อิกลู” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่มีบ้านไม้สีสันสดใสทันสมัยในเมืองหลวงอย่าง นุก (Nuuk) การจะทำเหมืองหรือขุดเจาะทรัพยากรในพื้นที่นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกรีนแลนด์มีกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตดั้งเดิม ปัจจุบันเศรษฐกิจส่วนใหญ่จึงยังพึ่งพาการประมงเป็นหลัก และทั้งเดนมาร์กกับรัฐบาลกรีนแลนด์ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย” เพื่อรักษาอธิปไตยของตนเอง

ความมหัศจรรย์เหนือสุดขอบโลก
สำหรับท่านที่สนใจอยากเดินทางไปสัมผัสความงามของกรีนแลนด์ นี่คือข้อมูลที่คุณต้องรู้ ดังนี้..
-กิจกรรมไฮไลต์ ชมแสงเหนือ (Aurora), สัมผัสพระอาทิตย์เที่ยงคืนในช่วงฤดูร้อน และนั่งสุนัขลากเลื่อน (Sledge)
-การเดินทาง ไม่มีเที่ยวบินตรงจากไทย ต้องไปต่อเครื่องที่เดนมาร์กหรือไอซ์แลนด์
-วีซ่า ต้องขอวีซ่าเชงเก้นจากสถานทูตเดนมาร์ก โดยต้องระบุว่า “Valid for Greenland”
-ค่าครองชีพ ค่อนข้างสูงมาก แต่แลกมาด้วยประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลก
“กรีนแลนด์” ในวันนี้คือภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เมื่อทรัพยากรเริ่มร่อยหรอและเส้นทางเดินเรือเปลี่ยนทิศ ดินแดนน้ำแข็งแห่งนี้จึงกลายเป็น “หัวใจ” ของการแข่งขันระดับโลก ที่เราต้องจับตามองต่อไปว่า อนาคตของชาวอินูอิตและแผ่นดินสีเขียว (ที่มีแต่น้ำแข็ง) ผืนนี้จะเป็นอย่างไรในเงื้อมมือของภูมิรัฐศาสตร์โลกและประเทศมหาอำนาจที่อยากเข้ามาครอบครอง..



