สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่า “จะไม่มีน้ำมันหรือเงินส่งไปยังคิวบาอีกต่อไป เป็นศูนย์!” และกล่าวเชิงกดดันให้อีกฝ่ายเร่งบรรลุ “ข้อตกลง” กับสหรัฐ “ก่อนสายเกินไป”


ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า คิวบาอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยน้ำมันและเงินสนับสนุนมหาศาลจากเวเนซุเอลา เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนค คิวบาจึงส่งเจ้าหน้าที่อารักขาไปคุ้มกันผู้นำเวเนซุเอลาสองคนล่าสุด คือ ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ และประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า ตอนนี้สิ้นสุดยุคสมัยนั้นแล้วอย่างเป็นทางการ และเวเนซุเอลาไม่ต้องการความคุ้มครองจาก “นักเลงและพวกตบทรัพย์” อีกต่อไป


ภายใต้มาตรการปิดล้อมทางการค้าของสหรัฐ รัฐบาลฮาวานาจึงหันไปพึ่งพาน้ำมันจากเวเนซุเอลามากขึ้น ตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ทำไว้ตั้งแต่ยุครัฐบาลเวเนซุเอลาของชาเวซ


ท่าทีของทรัมป์ในเรื่องคิวบาเกิดขึ้น หลังสื่อท้องถิ่นหลายแห่งของสหรัฐรายงานโดยอ้างเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงานประเมินของสำนักข่าวกรองกลาง ( ซีไอเอ ) ว่ามีการจัดทำฉากทัศน์เกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของคิวบาว่า “วิกฤติ” ซึ่งอาจทำให้การบริหารประเทศของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ซึ่งผูกขาดการครองอำนาจมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติโดยนายฟิเดล คาสโตร เมื่อปี 2502 มีความยากลำบากยิ่งขึ้น


อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินของซีไอเอ “ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้” ว่าวิกฤติเศรษฐกิจของคิวบาจะสร้างแรงกระเพื่อมไปยังรัฐบาล และสั่นคลอนเสถียรภาพในอำนาจของประธานาธิบดีมิเกล ดิแอซ-กาเนล หรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด แต่มีการวิเคราะห์ว่า กาเนลซึ่งอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี 2564 ไม่ได้มีบารมีเทียบเท่าพี่น้องคาสโตร คือฟิเดล และนายราอูล คาสโตร


ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ของซีไอเอยังมีความขัดแย้งกันเองด้วย โดยผู้จัดทำรายงานคนหนึ่งกล่าวว่า สถานการณ์ที่คิวบากำลังเผชิญตอนนี้ ยังไม่เลวร้ายเท่ายุคทศวรรษ 1990 ที่เศรษฐกิจของประเทศพังพินาศหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย


ทว่าเจ้าหน้าที่อีกคนโต้แย้งว่า เหตุไฟดับเฉลี่ยวันละ 20 ชั่วโมง ในพื้นที่นอกกรุงฮาวานา เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีการเกิด “ภาวะประชากรล่มสลาย” ในคิวบา เนื่องจากประชากรที่อายุต่ำกว่า 50 ปีจำนวนมหาศาลได้อพยพออกนอกประเทศไปแล้ว ซึ่งสิ่งนี้อาจกลายเป็นปัจจัย “บั่นทอนแรงผลักดันปฏิรูปการเมือง” เพราะโดยปกติแล้ว การประท้วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในหลายประเทศ มักขับเคลื่อนด้วยพลังของคนหนุ่มสาว.

เครดิตภาพ : AFP