เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่สำนักงานเดลินิวส์ มีการจัดดีเบตนโยบายพรรคการเมือง “ศึกชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ทางรอดของคนตัวเล็กที่สังคมไม่เคยเห็นหัว?” มาตรการปลดล็อกคนตัวเล็กที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่เกิดวิกฤติในประเทศ โดยมีนักการเมืองรุ่นใหม่จาก 6 พรรคการเมือง ประกอบด้วย  นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ พรรคเพื่อไทย   นายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน  นายปริเยศ อังกูรกิติ พรรคไทยสร้างไทย  น.ส.ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร พรรครักชาติ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย และ น.ส.รัดเกล้า สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ  กรรมการบริหารเดลินิวส์ นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารเดลินิวส์ น.ส.นลิน  รุจิรวงศ์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายกลยุทธ์องค์กรและการตลาด (EVP) เดลินิวส์ นายนต รุจิรวงศ์ เลขานุการคณะกรรมการบริหาร และ นายนนท์ รุจิรวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและจัดจำหน่าย ร่วมต้อนรับ ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีแฟนคลับของแต่ละพรรคการเมืองชูป้ายไฟ พร้อมปรบมือเชียร์ให้กำลังใจผู้ร่วมดีเบตเป็นระยะๆ

ทั้งนี้มีคำถามเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเพื่อให้คนตัวเล็กอยู่รอดได้อย่างไร โดยนายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยคิดว่าคนไทยไม่มีใครอยากจน คนไทยเพียงแค่ต้องการโอกาส ซึ่งรอบนี้เพื่อไทยเสนอแนวคิดเยอะ โดยสิ่งที่เราเสนอคือ การลดรายจ่ายสร้างรายได้ ยกเครื่องประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ในส่วนของลดรายจ่าย โดยเฉพาะค่าเดินทาง ค่าไฟ การมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง การล้างหนี้สินในรูปแบบต่างๆ โครงการที่ดีที่รัฐบาลก่อนทำไว้ดีแล้วอย่างคนละครึ่งนั้นเราก็พร้อมที่จะทำต่อ พร้อมยกระดับให้ดีขึ้นด้วย ส่วนการสร้างรายได้นั้นที่ทำแล้วในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร  ก็คือการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ก็จะทำต่อ เพื่อยกระดับของประเทศและใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายใต้การนำของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาช่วยเพิ่มผลิตผลในภาคส่วนต่างๆ ด้วย

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า ด้านสังคม ก็เดินหน้าต่อในการให้สัญชาติกับพี่น้องชาติพันธุ์ เรื่องสมรสเท่าเทียม ให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้มีโอกาสที่เท่าเทียมกัน ตลอดจนสิ่งสำคัญคือเรื่องการศึกษาที่ยกระดับประชาชนไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีต่างๆ ได้ ตลอดจนนโยบายที่ทำได้ดีมาแล้ว อย่าง 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน แล้วรอบนี้เรายกเครื่องเพื่อไทยมาแล้ว ดังนั้นเราเชื่อว่าเราทำได้

นายปริเยศ กล่าวว่า หอมกลิ่นความเจริญ มันเป็นคำที่คนตัวเล็กต้องการได้ในช่วงหลังการเลือกตั้งปี 2566 แต่ว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 3 รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล มองข้ามปัญหาของคนตัวเล็ก  รัฐบาลนายเศรษฐาเน้นเรื่องโครงสร้างใหญ่ รัฐบาล น.ส.แพทองธารเน้นเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ และทั้ง 2 เรื่องไม่สำเร็จ ส่วนรัฐบาลนายอนุทิน เจอปัญหาเรื่องอุทกภัยแก้ปัญหาไม่ได้ และยุบสภาภายใน 2 เดือนครึ่ง ทั้งหมดนี้พรรคไทยสร้างไทย เมื่อเป็นรัฐบาลเราเข้าใจปัญหาคนตัวเล็กเป็นอย่างดี วันนี้ปัญหาคนตัวเล็กเจอปัญหา 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือคอร์รัปชันกัดกินเขาจนเหลือแต่กระดูกแล้ว สองคือเขาขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและการประกอบอาชีพ

นายปริเยศ กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยต้องการแก้ปัญหา 2 เรื่องนี้ โดยในเรื่องคอร์รัปชันเราเสนอ 3 อาวุธหลัก ป.ป.ช. ภาคประชาชน 50,000 รายชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้ และเพิ่มโทษประหารให้กับนักการเมืองชั่วที่โกงกินบ้านเมือง รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยให้คูปองสำหรับเด็ก 2,000 บาท บำนาญประชาชน 3,000 บาท ทั้ง 2 เรื่องนี้ไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นการให้โอกาสคนให้เขากลับมาสร้างเศรษฐกิจและประเทศไทยยุคใหม่ได้ รวมถึงการฟรีซหรือแช่แข็งใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ที่ทำให้คนตัวเล็กต้องจ่ายส่วย ไทยสร้างไทยต้องการแช่แข็งใบอนุญาตเหล่านี้ เพื่อให้คนเข้าถึงแหล่งทุนได้ รวมทั้งเราจะมีกองทุน 1 หมื่น–1 แสนบาท เพื่อให้คนกู้ได้ เพื่อไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ ทั้งหมดนี้คือการสร้างโอกาสให้คนไทย

ด้าน น.ส.รัดเกล้า กล่าวว่า นิยามคนตัวเล็ก ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะแบ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง มีรายได้น้อย ก็มีการพักหนี้เพื่อให้ลืมตาอ้าปาก ผู้พิการเพิ่มเบี้ยผู้พิการจาก 800 บาทเป็น 1.6 พันบาท ผู้พิการอายุต่ำกว่า 18 ปี รับเพิ่มเป็น 2 พันบาท, คนทำงาน ถ้ามีรายได้ 4 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่ควรต้องเสียภาษีเพราะเทียบกับค่าครองชีพปัจจุบันแล้วถือว่ายังมีรายได้น้อยอยู่ และมีประกันรายได้ให้แรงงาน หยุดวงจรเงินเฟ้อ จากค่าแรงขั้นต่ำ,  กลุ่มเกษตรกร สนับสนุนต้นทุนผลิต 1 พันบาทต่อไร เยียวยาภัยพิบัติ 1 พันบาทต่อไร่ ประกันช่วงเก็บเกี่ยวด้วย ส่วนกลุ่มเด็กและมารดา เด็กเกิดใหม่รับ 5 พันบาทเป็นขวัญถุง แม่ได้รับการดูแล 5 พันต่อเดือน นาน 12 เดือน รวมแม่ลูกได้รวม 6.5 หมื่นบาท และมีเงินออมให้น้องครบ 18 ปี 1.3 แสนบาท  ส่วนผู้สูงอายุ เพิ่มเบี้ย 1 พันบาทถ้วนหน้า

น.ส.รัดเกล้า กล่าวว่า สำหรับเรื่องเศรษฐกิจนั้น ทางพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มจีดีพีของประเทศ เพราะต้องยอมรับว่างบฯ ที่มีในปัจจุบันแม้ว่าเราอยากดูแลทุกฝ่าย แต่ก็ทำได้เท่านี้ ดังนั้นการหารายได้เข้าประเทศให้มากขึ้นจึงสำคัญ ซึ่งเรามีนายกรณ์ จาติกวณิช ที่เป็นอดีตรมว.คลัง มาร่วมออกแบบส่งเสริมอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศ ฉะนั้นการเพิ่มจีดีพี 5% เราทำได้ใน 4 ปี แน่นอน และระหว่างนี้ก็มีนโยบายลดรายจ่าย โดยดูแลปัญหาหนี้ ลดค่าเดินทางด้วยการทำตั๋วร่วมรถเมล์ รถไฟฟ้า ซึ่งมีการคำนวณราคาเป็นโซนนิ่ง ทำให้การจัดเก็บตั๋วต่ำสุด 5 บาท สูงสุด 38 บาท รวมถึงมีการพักหนี้ให้กลุ่มแรงงาน และเกษตรกรด้วย 

ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนเราไม่ชอบใช้คำว่าคนตัวเล็ก เพราะเรามองว่าเราทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากัน แต่เราต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก พรรคประชาชนต้องการทำให้ประเทศไทยเท่ากัน ทำให้คนในประเทศมีโอกาสเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงตั้งแต่เกิด สำหรับครอบครัวไหนที่กำลังคิดจะมีลูกหรือมีลูกในวัยเด็ก เราตั้งใจว่าจะให้คูปอง 3,000 บาท เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูบุตร ในส่วนของเงินเด็กเล็กที่ปัจจุบันบางครอบครัวได้รับ 600 บาทต่อเดือน เราจะขยายให้ได้ครอบคลุมถึงเด็กเล็กทุกคนในปีแรกที่เป็นรัฐบาล และเพิ่มเป็น 1,200 บาทต่อเดือนภายใน 4 ปี หากได้เป็นรัฐบาล พอโตขึ้นมาแล้วเราตั้งใจว่าจะสนับสนุนการเลี้ยงเด็กนำเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีอย่างน้อย 1,000 ศูนย์ภายใน 2 ปี เป็นต้น พอเข้าสู่วัยเรียนเราต้องใจจะทำให้ประเทศนี้มีโรงเรียนที่เรียนฟรีจริง 100 % ครอบคลุมทุกพื้นที่

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า พอเข้าสู่วัยทำงาน หากเป็นเกษตรกร ไม่มีที่ดินทำกิน เราจะเร่งในการพิสูจน์สิทธิที่ดินภายใน 4 ปี และออกโฉนด 70 ล้านไร่ให้กับประชาชนภายใน 4 ปี ส่วนพี่น้องแรงงานเราตั้งใจว่าจะปรับเรื่องสูตรคำนวณค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทุกปี ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ส่วนคนที่ทำค้าขายเรามีโครงการคนละครึ่งผสมผสานกับโครงการหวยใบเสร็จ เป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้มีการซื้อขายในร้านค้าย่อยมากขึ้น สำหรับผู้สูงอายุ เราจะเพิ่มเงินผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาทต่อเดือนภายในปีแรก และเพิ่มเป็น 1,500 บาทต่อเดือนภายใน 4 ปีที่เป็นรัฐบาล รวมทั้งการดูแลผู้ป่วยติดเตียง เป็นต้น ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นจริงหากมีการทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้นพรรคประชาชนจะเปิดเผยข้อมูลรัฐให้โปร่งใส เพื่อให้รัฐเราไร้คนโกง

ส่วน น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในโอกาสต่างๆ ทำให้เข้าใจคนตัวเล็ก เขาไม่ได้ต้องการการสงเคราะห์ แต่ต้องการโอกาสที่ในการเข้าถึงระบบสาธารณูปโภค การศึกษา ระบบยุติธรรม และรายได้ที่ยั่งยืน พรรคเราจึงออกแบบนโยบาย 1. การศึกษาเท่าเทียมเพื่อวางรากฐานคนให้แข็งแรง สู้ประเทศอื่นได้ 2.นำทุนทางสังคม วัฒนธรรม อัตลักษณ์ไทยไปขายต่อไป 3. คนละครึ่งพลัสที่ได้รับการตอบรับดี แต่ก็ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนด้วย 

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น สิ่งสำคัญก็ยังคงเป็นนโยบายที่จะถูกนำไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายส่วนกลาง และนโยบายของท้องถิ่น ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เรายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เช่น กรณีตึก สตง.ถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหว ตนซึ่งดูแลกรมโยธาธิการและผังเมืองขณะนั้น จึงอยากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการตรวจสอบอาคารในพื้นที่ว่าปลอดภัย เป็นการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนกลับเข้าอาคารได้ จึงออกนโยบายให้ทำเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นกฎกระทรวง หรือระเบียบ เพื่อให้ทำได้ก่อน แต่ได้รับคำตอบกลับมาจากผู้ปฏิบัติงานว่า ทำไม่ได้ เพราะบางพื้นที่มีการกระจายอำนาจไป จึงต้องให้แต่ละพื้นที่เป็นผู้พิจารณา จากกรณีนี้ ทำให้ตนเห็นช่องว่าง เข้าใจภาคปฏิบัติมากขึ้น รวมทั้งต้องเร่งสร้างกฎหมายที่เป็นมิตรกับคนตัวเล็ก ลดอำนาจรัฐ สร้างอำนาจให้ประชาชน

ขณะที่ น.ส.ชุติกาญจน์ กล่าวว่า ตนพูดในฐานะคนตัวเล็กจริงๆ ในสังคมนี้ ครอบครัวของตนอยู่ในฐานะที่เรียกว่าเป็นรากหญ้า ตนจึงเห็นปัญหาเหล่านี้มาตลอด คนตัวเล็กรู้สึกว่าโอกาสที่มีในสังคมน้อยมาก หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเวรเป็นกรรมตั้งแต่ชาติที่แล้ว แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่เรื่องบาปบุญคุณโทษ แต่เป็นเรื่องของระบบโครงสร้าง พรรครักชาติขอนำเสนอความคิดว่าเราจะเปลี่ยนประเทศไทยจากรัฐบาลที่สงเคราะห์ให้เป็นรัฐบาลที่ส่งเสริมด้านความมั่งคั่ง  หากพรรครักชาติมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่มองว่าจะสามารถเข้ามาเปลี่ยนตรงนี้ได้ คือบัตรประชาชนแม็กซ์ ที่จะเป็นศูนย์กลางบัตรสมาร์ตการ์ด ในเรื่องสวัสดิการต่างๆ ที่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการตกปลาให้ประชาชนกิน แต่เป็นแรงใจรายวันให้สามารถใช้ชีวิตได้ ทางรัฐบาลของเราจะตัดค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต เพราะเราเชื่อว่านี่คือสิ่งพื้นฐานที่จะสร้างความเสมอภาคให้เรามีความเท่าเทียมกันได้.