สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ว่า จัลโลว์กล่าวต่อคณะผู้พิพากษาไอซีเจว่า คดีดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นที่เข้าใจยากของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่มันเกี่ยวกับคนจริง เป็นเรื่องราวที่แท้จริง และกลุ่มมนุษย์จริง ๆ ซึ่งชาวโรฮีนจาในเมียนมา ตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง

ทั้งนี้ แกมเบียยื่นคดีต่อศาลโลก โดยกล่าวหาว่า เมียนมาละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉบับปี 2491 ระหว่างการปราบปรามในปี 2560

ขณะเดียวกัน ผู้สันทัดกรณีด้านกฎหมายกำลังจับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมันอาจเป็นเบาะแสว่า ไอซีเจจะจัดการกับข้อกล่าวหาที่คล้ายคลึงกันต่ออิสราเอล เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาอย่างไร ในคดีที่ยื่นโดยแอฟริกาใต้

Al Jazeera English

อนึ่ง ชาวมุสลิมโรฮีนจาหลายแสนคน หนีความรุนแรงในเมียนมา ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ และนำมาซึ่งเรื่องราวอันน่าสะเทือนขวัญเกี่ยวกับการข่มขืนหมู่ การวางเพลิง และการฆาตกรรม โดยจัลโลว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ชาวโรฮีนจาตกเป็นเป้าหมายของความรุนแรงและการทำลายล้างที่น่าสยดสยองที่สุด เท่าที่จะจินตนาการได้

แม้การพิพากษาขั้นสุดท้ายอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือหลายปี และไอซีเจไม่มีวิธีการบังคับใช้คำตัดสินของตนเอง แต่คำตัดสินที่สนับสนุนแกมเบีย จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อเมียนมา

“เรายื่นคดีความดังกล่าวอย่างจริงจัง ภายหลังการตรวจสอบรายงานที่น่าเชื่อถือหลายฉบับ เกี่ยวกับการละเมิดที่โหดร้ายและเลวทรามที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ ซึ่งกระทำต่อกลุ่มเปราะบางที่ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ และถูกกดขี่ข่มเหงมานานหลายปี” จัลโลว์ กล่าวทิ้งท้าย.

เครดิตภาพ : REUTERS