เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ เมื่อเวลา 07.00 น. ภาพรวมปริมาณ PM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐานใน จ.ปทุมธานี กรุงเทพฯ จ.นนทบุรี จ.นครปฐม จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรปราการ จ.ลำพูน จ.อุตรดิตถ์ จ.พิษณุโลก จ.อุทัยธานี จ.สิงห์บุรี จ.สระบุรี จ.อ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม จ.เพชรบุรี จ.ฉะเชิงเทรา จ.ชลบุรี จ.ระยอง จ.ชุมพร จ.หนองคาย จ.อุดรธานี จ.นครพนม จ.มุกดาหาร จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.ร้อยเอ็ด จ.อำนาจเจริญ จ.ยโสธร จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์
ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐาน 5 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 9.2-44.0 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 18.4-102.1 มคก./ลบ.ม. สูงสุดระดับสีแดงที่ ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 28.0-58.2 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออก เกินค่ามาตรฐาน 5 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 17.3-43.4 มคก./ลบ.ม. ภาคใต้ เกินค่ามาตรฐาน 1 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 15.5-42.1 มคก./ลบ.ม. กทม.และปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับ กทม. เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 30.9-68.4 มคก./ลบ.ม.
คำแนะนำทางสุขภาพ ประชาชนทั่วไป ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ถ้ามีอาการทางสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์สำหรับประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีแดง) ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์
โดยสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ airbkk.com แอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK
ผลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 14-20 ม.ค. 2569 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 14-20 ม.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่พื้นที่ภาคกลางและตะวันตก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 14-20 ม.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ส่วน 17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 14-20 ม.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 14-20 ม.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคตะวันออก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 14-20 ม.ค. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคใต้ ดีอย่างต่อเนื่อง
นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ห่วงใยสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ระหว่างวันที่ 13-16 ม.ค. 2569 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางตอนบน เนื่องจากเกิดสภาวะอากาศปิดใกล้ผิวพื้น อัตราการระบายอากาศที่ค่อนข้างต่ำ และมีจุดความร้อนในบางพื้นที่ ประกอบจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น และได้สั่งการให้นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามกำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ในการควบคุมจุดความร้อน เพื่อลดฝุ่นละอองในพื้นที่
นายสุรินทร์ กล่าวว่า สถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) ในหลายพื้นที่เริ่มขยับสูงขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2568-11 ม.ค. 2569 พบจุดความร้อนสะสมทั้งสิ้น 8,127 จุด เป็นพื้นที่นาข้าว 3,561 จุด เกษตรอื่นๆ 1,401 จุด พื้นที่อื่นๆ 1,071 จุด พื้นที่ป่า 841 จุด พื้นที่ข้าวโพดและไร่หมุนเวียน 643 จุด และพื้นที่อ้อย 610 จุด โดยพบการเผาในพื้นที่นาข้าวมากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคอีสาน ทั้งนี้พบว่าสถานการณ์จุดความร้อนเริ่มพบเจอการเผาตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ย. 68 และเริ่มขยับสูงขึ้นช่วงปลายเดือน ธ.ค. 68
นายสุรินทร์ กล่าวว่า คพ. ได้ประชุมสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ ที่ 1-16 และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดในพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง และแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมการเผาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เกษตร ทั้งนี้หลายจังหวัดเริ่มบังคับใช้มาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาดร่วมกับการใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วในการกำกับดูแลสถานการณ์จุดความร้อน พร้อมกันนี้หลายหน่วยงานในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีนโยบาย Work From Home ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อลดปริมาณการจราจรบนท้องถนน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในช่วงที่สถานการณ์ PM2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น
‘ที่ผ่านมา คพ. ขอความร่วมมือประชาชนตรวจสอบคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้านเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็ก โดยแนะนำให้ใช้รถโดยสารสาธารณะ และเลือกเข้าร่วมกิจกรรมใกล้บ้าน เพื่อลดปริมาณการจราจรและลดการสัมผัสฝุ่นละอองที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกันตนเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือ แอปพลิเคชัน Air4Thai’ นายสุรินทร์ กล่าว



