เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ให้ ครม. มีอำนาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มูลค่ารวมกันไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2570
มาตรา 5 เงินกู้ตาม พ.ร.ก. นี้ จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกเหนือจากการดังนี้มิได้ (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน (2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

มาตรา 6 การกู้เงินตาม พ.ร.ก. นี้ ให้ ครม. อนุมัติเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืนประกอบด้วย มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณากลั่นกรองและอนุมัติการใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามมาตรา 5 และ 6 ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน การดำเนินการตามแผนงานให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยความเห็นชอบของ ครม.
สำหรับบัญชีแนบท้ายพระราชกำหนด ข้อ 2 แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
2.1 แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้เทคโนโลยีเพื่อให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
2.2 โครงการส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิลทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า 2.3 แผนงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงาน และการสร้างเศรษฐกิจใหม่





‘นายกฯ หนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึง พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เงินเหล่านี้เมื่อถูกใช้ก็จะถูกส่งตรงไปยังพี่น้องประชาชน ไม่มีโครงการอะไรต่าง ๆ มาคั่นกลางกับสิ่งที่เราจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่าง ๆ จะทำให้คุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ และปากท้องได้รับการแก้ไขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อถามว่า ที่จะมีการนำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องศาลจะทำให้โครงการที่ใช้งบนี้สะดุดหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้แล้ว จากนี้ไปทุกอย่างอยู่ในความรับผิดชอบของตน “จะได้ผลหรือไม่ได้ผล ผมต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ก็หวังว่าทุกอย่างจะออกมาในแนวทางที่ดีมีประโยชน์ เกิดคุณประโยชน์ และรับรองได้ว่า ไม่มีรั่วไหลแม้แต่สตางค์เดียว” นายอนุทิน กล่าว

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน แล้วสวมรอยกู้เพิ่มอีก 200,000 ล้านบาท จากที่ ครม. อนุมัติร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน ในวงเงิน 400,000 ล้านบาท แต่สำหรับแผนที่สอง ที่จะใช้เงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พิจารณาอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย ควรเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยซ้ำ เนื่องจากการตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยทั้งชาติ
รัฐบาลควรจะออกเป็น พ.ร.บ. ให้ผ่านสภา ไม่ใช่ พ.ร.ก. แทนที่รัฐบาลจะออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อการเยียวยา 1 ฉบับ และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอีก 1 ฉบับ รัฐบาลกลับเอาทั้งการเยียวยาประชาชน มารวมกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แล้วออกเป็น พ.ร.ก. ฉบับเดียว
พฤติกรรมเช่นนี้ของรัฐบาล จึงเข้าข่ายการละเมิดมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการเอาการเยียวยาประชาชนมาบังหน้า จับเอาความทุกข์ยากของประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพื่อที่จะได้สอดไส้ สวมรอย กู้เงินเพิ่ม ทำให้สังคมสงสัยเป็นอย่างมากว่า แผนที่ 2 ที่อ้างว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน แท้ที่จริงแล้ว รัฐบาลกำลังจะเอาเงินกู้ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแบกรับภาระในอนาคต ไปประเคนผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานกลุ่มใดหรือไม่

‘โฆษกแนน’ ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ตอบโต้ ‘รมต.แบต’ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์โจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำนองว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็กู้เงิน ว่า ด้วยความไม่ชัดเจนในเรื่องของการใช้เงินกู้ของท่าน สังคมจึงกังวลว่าท่านจะนำเงินไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นนอสตราดามุส ท่านไปถามผีถ้วยแก้วก็ได้ ว่าสุดท้ายความไม่ชัดเจนนี้จะเป็นการทิ้งภาระหนี้ระยะยาวไว้กับประชาชนหรือไม่
และท่านจำไม่ได้จริง ๆ หรือ ว่าในยุครัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ โดยมีคุณกรณ์เป็น รมต.คลังนั้น อยู่ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่มี GDP ติดลบ ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้แจกอย่างเดียว ใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพจนเศรษฐกิจฟื้น GDP โตกว่า 7.5% ภายในระยะเวลา 18 เดือน จะเป็นเรื่องดีหากท่านสามารถวางแผนการใช้เงินกู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 69 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติให้ ‘อดีตนายกฯ แม้ว’ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษกรณีทั่วไป และพ่วงเงื่อนไขติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว EM จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย. 69 (ติดกำไล 4 เดือน) ถือเป็นมติถึงที่สุดแล้วจากการพิจารณาของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง

เจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 จะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดกำไล EM ให้แก่อดีตนายกฯ นับแต่วันที่ 11 พ.ค. 69-13 พ.ค. 69 นายทักษิณ จะต้องไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเขตบางพลัด สถานที่พักโทษคือ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” (บ้านพักอดีตนายกฯ ทักษิณ ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69) ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณได้แจ้งไว้
สำหรับเงื่อนไขการห้ามกระทำการใด ๆ ระหว่างพักโทษคุมประพฤติ ไม่ได้ระบุห้ามอะไรเกี่ยวกับการเมือง ยังคงเป็นเงื่อนไขปกติเหมือนกับผู้พักโทษรายอื่นทุกคน เงื่อนไขชัดเจนคือห้ามออกนอกเขตพื้นที่จังหวัด ไปต่างประเทศ
ยังมีลุ้นพ้นโทษก่อนกำหนด หากผู้ถูกคุมประพฤติหรือได้รับการพักการลงโทษคุมประพฤติ เป็นผู้มีคุณสมบัติตามรายละเอียดเนื้อหาของพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในวันสำคัญใด ๆ ก็จะได้รับการพ้นโทษทันที เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่ได้รับการพักโทษคุมประพฤติ ก็คือคนที่โทษเหลือน้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. อดีตนายกฯ แม้ว จะเริ่มกระบวนการเรื่องเอกสารต่าง ๆ ภายในเรือนจำคลองเปรม ตั้งแต่เวลา 07.00 น. และจะปรากฏตัวออกจากแดนพยาบาล มายังประตูหน้าเรือนจำ เวลา 07.45 น. จากนั้นในเวลา 08.00 น. อดีตนายกฯ จะร่วมยืนตรงเคารพธงชาติไทย โดยมีลูกหลานชินวัตรรวม 10 ราย นำโดยบุตรสาวและบุตรชายของนายทักษิณ ร่วมยืนต้อนรับและรอสวมกอดคลายความคิดถึง
ก่อนที่อดีตนายกฯ จะได้ยืนทักทายให้สื่อมวลชนได้บันทึกภาพและขอบคุณพี่น้องคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ ก่อนขึ้นรถยนต์เคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่เรือนจำกลางคลองเปรมไปยังบ้านจันทร์ส่องหล้า วันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 69 ทางเรือนจำกลางคลองเปรมยังคงเปิดให้บริการเยี่ยมญาติสำหรับผู้ต้องขังปกติ ไม่ได้มีการปิดบริการเยี่ยมญาติแต่อย่างใด.



