เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 9 มิ.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมทีมอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวชี้แจงกรณี นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน เผยแพร่ข้อความโครงการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ที่มีการผลลงโทษวินัยเจ้าหน้าที่จำนวน 32 ราย ว่า ตนไม่ได้โกรธเพราะมองเป็นข้อดี การเลือกตั้งครั้งนี้เราพูดถึงทุจริตคอร์รัปชันเยอะ ทำให้ กทม. ออกมาแก้ไข
อีกทั้งประเด็นเรื่องนี้ยังไม่จบ ขอย้ำว่า 1.ขบวนการ กทม. ยังอยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) และฝ่ายบริหาร สั่งให้ทบทวนผลการลงโทษ 2.ส่วนที่ดำเนินการต่อตอนนี้ไม่มีข้อยุติ 3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังดำเนินการอยู่ สอบเส้นทางการเงินมีกำลังมากกว่า กทม. โดยการดำเนินการมีปัญหาในขบวนการซึ่งเป็นปัญหาที่ราชการมี และเป็นปัญหาที่ต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้ทำให้มีการปรับปรุงหลายขบวนการ ซึ่งโครงการทั้งหมด 7 โครงการ เมื่อสอบได้มีมูลและให้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรง 3 ราย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการสอบถึงระดับรองปลัด กทม. เกิดแรงกระเพื่อมแต่ใช้เวลานาน เพราะมีการเกษียณ การเปลี่ยนตัว การสอบสวนหน่วยราชการใช้เวลาค่อนข้างนาน มีข้าราชการบางส่วนโดนลงโทษ ส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนเหล่านั้นด้วย
“ส่วนเรื่องของปลัด กทม. แต่งตั้งกรรมการให้คำตัดสินยืนยันยังไม่สิ้นสุด ก.ก. มีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาโทษ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีสิทธิว่าจะลงโทษอะไรต้องให้กรรมการพิจารณา ซึ่งหน่วยงานตรวจสอบไม่เห็นด้วยกับการลงโทษ ได้สั่งให้สอบสวนใหม่ ส่วนจะทำให้โทษหนักขึ้นก็ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจ”

นายชัชชาติ ยืนยันว่า ไม่เห็นชอบกับการลงโทษนี้ แต่ผู้ว่าฯ สั่งคณะกรรมการไม่ได้ เพราะระบบข้าราชการให้มีการบาลานซ์ จะมีคณะกรรมการโดยปลัด กทม. ตั้งขึ้นมาแล้ว แต่ตนให้แนวทางไปว่าซื่อสัตย์ โปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้ และเป็นอิสระ ตอนนี้ยังรออยู่ว่า ก.ก. จะมีการพิจารณาโทษอย่างไร
สำหรับสิ่งดีที่ทำให้เกิดขึ้น คือ 1.การทำงานกับ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปป. เข้มข้นขึ้น เพราะ กทม. มีแค่อำนาจในการตรวจวินัย แต่ไม่สามารถตรวจเส้นทางการเงินได้ 2.มีการปรับขบวนการสำนักงบประมาณ ในอดีตการเสนองบไม่ได้ใช้เอกสารละเอียด จึงมีการปรับกระบวนการเสนองบประมาณให้ละเอียดเข้มข้น 3.ปรับการสอบสวนทางวินัยให้มีความรัดกุม รอบคอบ และใช้เวลาเร็วมากขึ้น เรื่องราวที่เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี และนำขึ้นออนไลน์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้
“สำหรับการลงโทษนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่อาจจะติดเรื่องของกรอบเวลาแต่ยังไม่สิ้นสุด และกำลังดำเนินการอยู่ ต้องป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเป็นเรื่องใหญ่ ตนคาดว่าจะต้องเกิดอีกในอนาคต เรื่องทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด มึมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เราไม่ได้ปิดอะไร เปิดเผยปกติ”
นายชัชชาติ กล่าวถึงขบวนการตรวจสอบวินัย ดูตามอำนาจจัดซื้อจัดจ้าง ไม่สามารถโยงไปถึงผู้มีอำนาจสูงได้ แต่หาก ป.ป.ช. สืบเส้นทางการเงิน สืบร้านค้า ดังนั้นปัญหาคอร์รัปชันแก้ไม่ได้ง่ายๆ ต้องช่วยกันแก้ ขอบคุณ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ที่นำประเด็นนี้ขึ้นมา ขออย่าเป็นแค่ช่วงเลือกตั้งแต่ขอให้เป็นประเด็นไปยาว ๆ

ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า อาจารย์ชัชชาติ ไม่เอาจริงเอาจังในการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่นั้น ว่า ตนอยากชี้แจงให้ทราบว่า อาจารย์ชัชชาติ ให้นโยบายตั้งแต่แรกและในทุกการประชุมที่รอประชุมส่วนราชการโดยระบุว่า ท่านไม่ทนต่อการทุจริตและให้มีการแจ้งในทุกๆ ช่องทางที่เข้ามา สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นก็คือในวันที่ 7 มิ.ย. 67 เราได้รับเรื่องจากชมรม strongฯ ว่า 7 โครงการนี้มีปัญหา นายชัชชาติ ก็ได้สั่งการให้นำเรื่องนี้เข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งมีหน่วยงานครบทั้ง ปปป. ป.ป.ท. และป.ป.ช. ทั้งนี้การพิจารณาแล้วส่งเรื่อง เราเป็นฝ่ายตั้งใจส่งเรื่องให้หน่วยที่ตรวจสอบโดยเฉพาะ และถือเป็นครั้งแรกที่ภายใน 1 สัปดาห์ โดย 17 มิ.ย. นายชัชชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ขณะนั้น สั่งการให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสืบสวนข้อเท็จจริงเลย ซึ่งเป็นการแต่งตั้งที่เร็วมาก คนที่คุ้นชินกับระบบราชการจะทราบว่า ระบบราชการปกติแล้วกว่าจะตั้งคณะกรรมการได้ในแต่ละชุดใช้เวลาเป็นเดือน แต่เรื่องนี้ใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่นับว่าอยู่ในช่วงเดือน ส.ค. และ ก.ย. ที่มีคณะกรรมการเกษียณอายุราชการ เปลี่ยนชุดและมีการให้การ ทำให้มีจำนวนผู้ที่อาจจะมีความผิดเพิ่มเติม จึงทำให้เราต้องขยายการสอบสวนขึ้น
วันที่ 6 ธ.ค. คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงมีการเสนอรายงานการสอบสวน ซึ่งถ้าดูจากจำนวนวันก็เท่ากับภายในครึ่งปีได้ตัวผลการสอบสวนเบื้องต้นออกมาแล้ว
“เพราะฉะนั้นจึงอยากขอความเข้าใจว่า การเร่งรัดเกิดขึ้น และเป็นการเร่งรัดที่ทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง เพราะในมุมหนึ่งก็ต้องให้ความยุติธรรมต่อการชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา ในอีกมุมหนึ่งก็ไม่ได้แชเชือน หรือประวิงเวลาเพื่อที่จะให้สามารถดำเนินการได้ และอดีตผู้ว่าฯ ก็เป็นผู้คนที่ใช้อำนาจในการสั่งสอบกลับอีกรอบ ซึ่งยังไม่ถึงคณะกรรมการ ก.ก. แต่อาศัยอำนาจของตัวเองในการสั่งให้ทบทวนผลการสอบเบื้องต้นอันแรก เนื่องจากไม่เห็นด้วย และมีการนำกลับไปในต้นปี 2568 ผ่านไปประมาณ 3 เดือนซึ่งอยู่ในกรอบระยะเวลาที่ใช้ในการสอบสวนเพิ่มเติม ก็ยืนยันผลเหมือนเดิม นี่จึงเป็นเหตุผลให้ขอชี้แจงในเรื่องที่ว่า จริงๆ แล้วอดีตผู้ว่าฯ ต้องการให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างชัดเจน หากถามว่านายชัชชาติ ชนกับการแก้ปัญหาทุจริตหรือไม่ ก็ตอบว่าชน เพราะกระบวนการนี้จัดทำได้อย่างเร็วขึ้นแล้วก็เป็นกระบวนการที่โปร่งใส”
ส่วนกรณีที่ระบุว่าคดียุติแล้วนั้น น.ส.ทวิดา ยืนยันว่าไม่ได้ยุติ แต่การลงโทษต้องทำก่อนเนื่องจากตามระบบราชการ และระเบียบราชการ ข้าราชการที่จะถูกลงโทษในการตัดขั้นเงินเดือน ไม่ใช้ดุลพินิจเรื่อยไป แต่การตัดขั้นเงินเดือนมีกำหนดอยู่ในราชกิจจาฯ เป็นกฎของ ก.ก. ว่าการตัดขั้นเงินเดือน มีในระดับไหน สำหรับฐานโทษแบบใด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการที่จะลงโทษ ซึ่งตรงนั้นเป็นอำนาจของปลัด กทม.และผอ.สำนักวัฒนธรรมฯ
ดังนั้นการตัดเงินเดือน จึงเป็นการลงโทษไปก่อนเพราะมีความผิดที่เกิดขึ้นจากการพิจารณา แต่ว่าเมื่อเรื่องถึงคณะกรรมการ ก.ก. อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ รับทราบผลการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนและได้ส่งให้อนุกรรมการวินัยของคณะกรรมการ ก.ก. พิจารณาอีกครั้งหนึ่งด้วยแล้วให้ส่งขึ้นมายังคณะกรรมการ ก.ก. ซึ่งเป็นบอร์ดใหญ่
“สิ่งที่อดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ ทำ คือรับทราบผลการสอบสวนและเห็นชอบให้สำนักงานกองการเจ้าหน้าที่ของ กทม. ส่งเรื่องขึ้น ก.ก. เพื่อพิจารณา เพราะฉะนั้นการที่อดีตผู้ว่าฯ เห็นไปกับคำตัดสินของคณะกรรมการสอบสวนหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งมีการทวนนั้น เป็นการรับทราบผลการสอบสวนที่เป็นคนสั่งให้มีทวนแล้วทวนอีก ว่ายังยืนยันเหมือนเดิม การที่จะตั้งกรรมการใหม่อีกครั้ง จะทำให้กระบวนการยาวขึ้น เพราะฉะนั้นการทำแบบนี้ให้ทั้ง อกก.วินัย และคณะกรรมการ ก.ก. สามารถมีอำนาจทบทวนได้ ดังนั้นจึงเป็นการเห็นชอบให้สำนักการเจ้าหน้าที่นำเสนอต่อ ก.ก.”
แล้วที่การวินิจฉัยของ ก.ก. เราเห็นว่ายังมีหลายคำถามที่ต้องตอบมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ยังไม่เคลียร์ ดังนั้นจึงให้สอบสวนต่อ ในการสอบสวนต่อนี้หมายความว่ายังมีผลทางคดีอยู่ หากการสอบสวนต่อมีหลักฐานเพิ่มเติมมีข้อเท็จจริงที่ไม่ชัดเจนและให้ตั้งข้อสงสัยหรือเอาโทษได้ คณะกรรมการ ก.ก.มีสิทธิที่จะกำหนดโทษที่สูงขึ้น

นายชัชชาติ กล่าวต่อถึงคำถามที่ว่าเหตุใดถึงไม่ตรวจสอบทั้งหมด 24 โครงการ ว่า ความจริงต้องตรวจสอบทุกโครงการแต่คำสั่งเริ่มแรกคือตรวจสอบเพียง 7 โครงการเบื้องต้น เชื่อว่าหากมีการเอาผิดจะสามารถเอาผิดกับโครงการอื่นที่มาจากฐานวิธีคิดเดียวกัน ส่วนเหตุผลที่ไม่ตั้งคณะกรรมการสอบชุดใหม่ เพราะจะทำให้เสียเวลาอีกเป็นปี ส่งให้ ก.ก.พิจารณาดีที่สุด เพราะมีอำนาจสูงสุดและจะได้เร่งรัด ขณะนี้คนยังบ่นว่าช้า
อีกส่วน คือ ป.ป.ช. ซึ่งถือเป็นคนที่มีพลังเยอะ มีอำนาจในการสืบสวนมากกว่าเรา ทั้งนี้ที่จับตัวใหญ่ไม่ได้เพราะการสอบวินัยดูตามการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่สามารถโยงไปถึงผู้มีอำนาจสูงได้ แต่ ป.ป.ช.มีอำนาจในการสืบเส้นเงิน วิธีแก้คือต้องเอาหน่วยงานอื่นมาช่วยด้วย
“ปัญหาคอร์รัปชัน ไม่ใช่จะแก้ได้โดยง่าย แต่ต้องช่วยกัน ขอบคุณนายศุภณัฐ ที่นำประเด็นนี้ขึ้นมา แต่ขออย่าให้เป็นประเด็นเฉพาะช่วงเลือกตั้ง ขอให้ดูแลต่อไปยาวๆ เชื่อว่าประเทศไทยจะดีขึ้นได้”
นายชัชชาติ ยังตอบคำถามกรณีที่นายศุภณัฐ ระบุว่า เหตุใด กทม.ไม่ใช้กระบวนการ E-Bidding ในโครงการต่างๆ แต่กลับมีการล็อกสเปก ว่า E-Bidding มีการตรวจสอบในตัวเอง หากเราประกาศ TOR หากมีคนเห็นว่าล็อกสเปกก็สามารถร้องเรียนให้ทบทวนได้ ต้องตั้งราคากลางที่เหมาะสมไม่ให้มีช่องว่างในการทุจริต โดยกรณีเครื่องออกกำลังกายมีปัญหา เพราะไม่มีราคากลาง และมีความหลากหลายเรื่องคุณสมบัติ โดยกระบวนการ E-Bidding ของกรมบัญชีกลางก็มีกระบวนการร้องเรียน หากมีการล็อกสเปกและมีการร้องเรียนแล้วไม่ทบทวนก็จะมีความผิด
ส่วนคำถาม 12 ข้อของนายศุภณัฐ ข้อแรกที่ถามว่าคณะกรรมการสอบสวนวินัย นายชัชชาติ เป็นคนเซ็นแต่งตั้งเองใช่หรือไม่ และมีการโฟกัสไปที่เงินค่าปรับ 600 บาท นายชัชชาติ ชี้แจงว่า คณะกรรมการดังกล่าว ปลัด กทม. เป็นคนแต่งตั้งและส่งมาให้ตนเองอนุมัติ ตนเองไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัว เพียงแต่บอกว่า ทำให้เต็มที่ตอบประชาชนได้ ไม่ได้บอกว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะระบบไม่ให้เข้าไปก้าวก่าย ส่วนเรื่องเงิน 600 บาท ตนเองไม่เคยเห็นชอบ ส่งให้กลับไปสอบด้วยซ้ำ แต่พอสอบใหม่มาแล้วก็เหมือนเดิม จึงให้เข้าคณะกรรมการ ก.ก.พิจารณา เพื่อให้สอบในมิติอื่นที่หลากหลาย
ขณะที่ น.ส.ทวิดา กล่าวต่อว่า คณะกรรมการ ก.ก. ประกอบด้วย ผู้แทนข้าราชการในแต่ละหมวด เช่น ครู เจ้าหน้าที่ พนักงาน ข้าราชการสามัญ และบุคคลภายนอกคือ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทยโดยตำแหน่ง ผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจาก ก.พ. ก.พ.ร. นักวิชาการภายนอก และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายที่ทำงานกับ ป.ป.ช. มีทั้งคนนอกและคนในที่อัตราส่วนใกล้เคียงกัน สามารถเช็กแอนด์บาลานซ์กันได้

นายชัชชาติ กล่าวเสริมว่า เราต้องช่วยกันดู และปรับปรุงกฎระเบียบให้กระชับขึ้น หลายเรื่องใช้เวลาเป็นสิบปี เช่น กรณีซ่อมรถบัสทิพย์ในปี 2563 เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ซ่อมจริง สตง.มาตรวจ มีการเรียกค่าละเมิด 1 ล้านบาท ไล่ออกและปลดออก พบเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยในการสอบสวนหากมีหลักฐานชัดเจน กรรมการก็ฟันเต็มที่อยู่แล้ว ทั้งยังพบว่าคนที่ทุจริตเครื่องออกกำลังกาย เป็นกลุ่มคนเดียวกันในคดีรถบัสทิพย์
สำหรับการอัตราค่าปรับ 600 บาท สามารถแย้งได้หรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้แย้งจำนวนเงิน แต่แย้งถึงวิธีการสอบสวน ให้ทบทวนกระบวนการสอบสวน ทั้งนี้ น.ส.ทวิดา อธิบายเพิ่มเติมว่า การพิจารณาฐานโทษ พิจารณาจากกลุ่มลำดับโทษ เช่น ตักเตือน ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน 2% ตัดเงินเดือน 4% ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ที่มีอำนาจแต่งตั้งคนที่จะลงโทษโดยตรง การที่ผู้ว่าฯ แย้ง คือให้กลับไปสอบสวนกระบวนการและข้อเท็จจริงใหม่ หากมีความผิดจริงก็อาจจะไปถึงการลดขั้นเงินเดือน ปลดออกหรือ ไล่ออกได้
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มว่า รับไม่ได้จึงให้ไปสอบสวนใหม่ เป็นระบบที่ทำมาแบบนี้ จะไปสั่งให้ไล่ออกเลย ทั้งที่ใจอยากจะให้ไล่ออกก็ทำไม่ได้ เพราะมีกระบวนการอยู่ ต้องให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝั่ง ต้องให้คณะกรรมการ ก.ก. ที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์เป็นผู้พิจารณา ขออย่ามองว่าเราอ่อนข้อแต่เราทำเต็มที่ในกรอบที่เรามี ยืนยันว่าคดียังไม่จบ แต่การตั้งคณะกรรมการสอบชุดใหม่ อาจจะใช้เวลานาน 2 ปี 4 ปี ก็ยังไม่จบไม่ค่อยมีใครอยากเป็น เพราะเป็นภาระที่ไม่ใช่ง่าย
ส่วนขั้นตอนหลัง ป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีความผิด นายชัชชาติ กล่าวว่า ไล่ออกได้ หลายครั้งที่ผ่านมาคณะกรรมการสอบสวนวินัยจะสอบสวนเพียงโทษเบาๆ แต่ถ้า ป.ป.ช. สวนว่าผิดหนักต้องไล่ออก ก็ต้องเอาคำสั่ง ป.ป.ช. เป็นที่สิ้นสุด
“ยืนยันว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุดเพราะยังมีการสอบสวนของ ป.ป.ช. ที่อาจจะมีภาระเยอะ จึงใช้เวลาในการสอบสวนนาน การต่อต้านทุจริตองค์กรอิสระต้องลุยเต็มที่ ทุกคนจะต้องเร่งรัดเพื่อให้เห็นผลได้เร็ว”
ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าการทุจริตที่เกิดขึ้นใน กทม. ฝ่ายบริหารไม่เคยเจอเองเลยสักครั้ง นายชัชชาติ กล่าวว่า หลายกรณีมีการแจ้งเบาะแสเข้ามาแล้วจับ กระบวนการทุจริตและประมูลต้องไม่ให้เกิดขึ้นเลย 41 กรณีที่มีการไล่ข้าราชการออกจากคดีทุจริต เราก็ทำเอง ไม่ใช่ไม่เอาจริงเอาจัง เพียงแต่ต้องมีมูลมาก่อนและไปร่วมมือกับหน่วยงานอื่น
“หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย เรื่องการทุจริตต้องลุยต่อให้สุดซอย ต้องขยายผลให้ครบทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง การเลือกตั้งครั้งนี้ดีมากที่คนพูดเรื่องทุจริตคอร์รัปชันเยอะ ไม่ใช่แค่ กทม. แต่เป็นเรื่องของประเทศไทย ตนเองไม่เคยโกหกว่าเรื่องที่หนักใจที่สุดคือ การทุจริตคอร์รัปชัน ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน เป็นความเห็นแก่ตัวของคน หากไม่พูดเรื่องนี้ก็จะเป็นภาระกับลูกหลาน ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องลุยเรื่องนี้ต่อและขยายผลให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถูกโจมตีตลอด 2 สัปดาห์ เสียสมาธิในการนำเสนอนโยบายหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนเองเป็นผู้สมัคร ต้องตอบประชาชน ขอบคุณที่มีประเด็นและพยายามจะแก้ ต้องหาโอกาสชี้แจง บางทีบางเรื่องสื่อมวลชนต้องให้เรื่องจบไป เวลา 20 วัน ต้องลงพื้นที่ในการให้นโยบายต่อประชาชน ส่วนที่มีคนกล่าวหา ตนเองพยายามชี้แจงให้หมด เชื่อว่าที่ทำมา 4 ปี ถ้าโดนก็คงโดนตลอด ช่วงนี้ต้องชี้แจงไปตามสภาพ
“เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ตนขยะแขยง คนหาว่าตนทุจริต ตนรับไม่ได้ ต้องเอาจริงเอาจัง มีกรอบและอุปสรรคต้องไปปรับปรุงให้ดีขึ้น การแถลงข่าวตั้งโต๊ะทำให้โฟกัสมากขึ้น ยืนยันไม่ได้โกรธ สส.แบงค์ ได้ชี้แจงให้ทุกหน่วยงานเห็นปัญหาและอุปสรรคว่ามีเรื่องอะไรที่ทุกคนต้องช่วยกัน ปีนี้เป็นอเจนด้าในเรื่องความโปร่งใส เป็นเรื่องที่ดีต้องทำระดับประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะระดับเมือง” นายชัชชาติ ย้ำ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายศุภณัฐ ถามว่าอีก 17 โครงการ จะมีการสอบอย่างไร นายชัชชาติ เปิดเผยว่า จะต้องมีการขยายผลทั้งหมด ได้ส่งไปที่ ป.ป.ช. ไม่ได้มีแค่ 17 ซึ่งมีกี่ร้อยโครงการต้องลุยให้หมด หัวใจสำคัญคือต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น จะมีบทเรียนอะไร ปรับระเบียบตรงไหน ซึ่งเราทำได้เยอะ ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก และต้องไปไล่ตามจับเรื่องในอดีตที่เคยเกิดขึ้น เรื่องอนาคตก็ต้องป้องกันเพราะนี่คือเรื่องเสียหาย รวมทั้งได้ตั้งกรรมการตรวจสอบทุกโครงการแล้ว จะต้องมีการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานอื่น
ส่วนที่นายศุภณัฐ บอกว่านายชัชชาติ ทำงานมุ่งมั่น แต่ทีมงานอาจจะไม่ใสซื่อนั้น นายชัชชาติ ระบุว่า ตนเองรับผิดชอบทุกคน ต้องรับผิดชอบทั้งหมดเพราะเป็นหัวหน้าทีม ทีมงานทุกคนตั้งใจทำงาน ทุกอย่างถ้ามีปัญหาตนเองรับผิดชอบ และมีตรงไหนที่ทีมงานไม่บริสุทธิ์ ไม่ดี ก็ต้องให้ออก
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงท้ายหลังจบการแถลงข่าว นายชัชชาติ ได้หันไปถาม น.ส.ทวิดา ว่า “พวกเรา ใครไม่ใสซื่อ” ก่อนที่ น.ส.ทวิดา จะชะงักแล้วตอบกลับว่า “ไม่รู้ หนูหน้าใส”.



