เมื่อวันที่ 13 ม.ค. เวลา 12.00 น. ที่ตลาดรวมทรัพย์ ถนนอโศกมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายอิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ตลาดรวมทรัพย์ ถนนอโศกมนตรี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขตเลือกตั้งที่ 4 (คลองเตย-วัฒนา) หมายเลข 1 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก และได้รับการตอบรับจากประชาชนวัยทำงานที่มาจับจ่ายใช้สอย และรับประทานอาหารมื้อกลางวัน ทั้งขอถ่ายรูปเซลฟี่

ขณะที่มีนักศึกษารายหนึ่งบอกนายอภิสิทธิ์ว่า ตนมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2566 บางรายบอกว่าแม่ชอบมาก เป็นแฟนคลับมานานแล้ว และครอบครัวเลือกนายอภิสิทธิ์อยู่แล้ว ตั้งแต่นายอภิสิทธ์เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค สมัยตนเรียนมหาวิทยาลัย นอกจากนี้มีประชาชนอยู่ตลาดฝั่งตรงข้าม เมื่อรู้ว่านายอภิสิทธิ์มา ก็รีบข้ามมาเลย ก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะรับประทานอาหารมื้อเที่ยงเป็นเมนูเคบับเนื้อ ซึ่งเป็นอาหารที่รับประทานบ่อยในสมัยที่เรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่บางพรรคการเมืองโหนกระแสชาตินิยม จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุหากอยากให้ประเทศปลอดภัยให้เลือกพรรคภูมิใจไทยกลับมาอีกรอบ จะกระทบการหาเสียงต่อพรรคอื่นๆ หรือไม่ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหา เพราะในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ก็สามารถให้กองทัพบริหารจัดการสถานการณ์ได้เต็มที่ภายใน 12 วัน และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนใต้ พรรคประชาธิปัตย์มีแผนที่ชัดเจนที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐมนตรีอาวุโสกัมพูชาระบุว่าให้เลือกพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ชายแดนเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะต้องไปวิเคราะห์ให้ดี เพราะตนก็ฟังแค่สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่า ตนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไปรุกรานกัมพูชา เมื่อถามว่าการพูดเช่นนี้จะเป็นการไปช่วยหาเสียงให้อีกพรรคการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ฝ่ายกัมพูชาอาจจะกลัวผมก็ได้ จึงไม่ได้เอ่ยชื่อผม”

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของนิด้าโพล ที่วิเคราะห์พรรคประชาธิปัตย์ จะได้ สส. 40 ที่นั่งว่า ตนยังไม่ทราบ ซึ่งตนติดตามได้แต่เพียงคะแนนรวม และการจะได้กี่ที่นั่ง ขึ้นกับอยู่กับการกระจายของคะแนนเสียง แต่ก็อยากได้คะแนนเสียง และความนิยมที่ตอนนี้ตนสัมผัสได้ กลายมาเป็นคะแนน สส. ในเขตเลือกตั้งด้วย

เมื่อถามว่ามีการประเมินกระแสตอบรับภายหลังลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งจะได้มากกว่าที่ประเมินตอนมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เดิมตั้งเป้าไว้เฉพาะ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งน่าจะเป็นไปตามที่คาดหวัง แต่ยังจะต้องทำให้ได้มากกว่านี้ และในเขตเลือกตั้งพื้นที่ภาคใต้ ตนมีความมั่นใจขึ้น แต่ในพื้นที่อื่น ๆ ก็ยังคงทำงานอย่างหนักอยู่

เมื่อถามว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่กลับมาให้ความสนใจพรรคประชาธิปัตย์อีกนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ระหว่างการลงพื้นที่กรุงเทพฯ หากเสียงกรี๊ดและการกอด กลายเป็นคะแนนทั้งหมด ก็จะเป็นเรื่องดี

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงขณะนี้ ที่เริ่มมีการวิเคราะห์จับขั้วรัฐบาลแล้วว่า ตนได้พูดชัดเจนแล้ว และขอให้ความชัดเจนกับประชาชนว่า หากพรรคประชาธิปัตย์มีเสียงที่มากพอและได้เข้าไปอยู่ร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นหลักประกันให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริตปัญหาทุนเทา และไม่สร้างประเด็นที่แยกแตก หรือเกิดการทุจริต

เมื่อถามถึงจุดยืนการรณรงค์ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่ชัดเจนว่า แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะผ่านการออกเสียงประชามติแล้ว แต่ก็ยังติดขัดในมาตรา 256 ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เสียดาย เพราะที่ผ่านมาการพยายามแก้ไขมาตรา 256 เหมือนรัฐสภาจะตกผลึกแล้วว่า จะไม่มีการแก้ไขหมวด 1-2

“จึงแปลกใจที่รัฐบาลเป็นผู้เลือกคำถาม เหตุใดจึงไม่มีการเจาะจงว่าเป็นการยกร่างฉบับใหม่ โดยไม่มีการแตะหมวด 1 และหมวด 2 ผมจึงยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะดูแลไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 และอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ที่เคยตกลงกันได้แล้วประกาศเช่นเดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจในการลงมติเห็นชอบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีผู้สมัคร สส.ขอนแก่น พรรคประชาธิปัตย์ ถูกตัดสิทธิการเลือกตั้ง เพราะเป็นบุคคลล้มละลาย ทำให้ขาดคุณสมบัติลงสมัคร ว่า เราได้มีการตรวจสอบบุคคลที่จะมาลงสมัครกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างครบถ้วน โดยเรายื่นเรื่องให้ 13 หน่วยงานได้ตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีปัญหาใดหรือไม่ ซึ่งบางหน่วยงานเพิ่งทยอยส่งผลการตรวจสอบกลับ รวมถึงการให้ผู้สมัครลงนามรับรองคุณสมบัติของตัวเอง ซึ่งเมื่อเกิดปัญหา ผู้สมัครจะต้องรับผิดชอบ และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยตรวจสอบและรายงานภายใน 15 วัน