เมื่อวันที่ 9 เม.ย. นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวนำเสนอต่อรัฐบาลว่า ขอให้มีการปรับรื้อเงินเดือนและผลประโยชน์ของกรรมการองค์กรอิสระ เพื่อนำงบประมาณไปช่วยบรรเทาเฉพาะกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบน้ำมันแพงอย่างรุนแรง ไม่สร้างกับดักงบประมาณผูกพันโดยไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เมื่อพิจารณาจากข้อมูลจะพบว่ากรรมการในองค์กรอิสระได้รับค่าตอบแทนสูง 

1.รายได้รายเดือน (เงินเดือน + เงินประจำตำแหน่ง) ขออนุญาตนำเสนอข้อมูลเพื่อให้เห็นอย่างชัดเจน ดังนี้ กฎหมายปี 2561 กำหนดค่าตอบแทนไว้สูงกว่าข้าราชการทั่วไปอย่างมาก เพื่อจูงใจและสร้างความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ (ข้อมูลจาก iLaw และ สำนักข่าวอิศรา) :

• อันดับ 1 : ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เงินเดือน 75,590 + เงินประจำตำแหน่ง 62,500 = 138,090 บาทต่อเดือน

• อันดับ 2 : ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประธานองค์กรอิสระ (กกต., ป.ป.ช., คตง., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, กสม.) เงินเดือน 73,240 + เงินประจำตำแหน่ง 58,680 = 131,920 บาทต่อเดือน

• อันดับ 3 : กรรมการในองค์กรอิสระ เงินเดือน 71,230 + เงินประจำตำแหน่ง 51,810 = 123,040 บาทต่อเดือน

2. คณะทำงานส่วนตัว (จ้างทีมงานด้วยงบประมาณ)

ผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้สามารถแต่งตั้งทีมงานมาช่วยงานส่วนตัวได้ โดยทีมงานจะได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน:

• ศาลรัฐธรรมนูญ: แต่งตั้งได้รวม 6 คน

ที่ปรึกษา (1 คน) : เงินเดือนรวม 75,270 บาท (สูงกว่าเงินเดือนของ สส.หรือข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่ง)

ผู้เชี่ยวชาญ (ไม่เกิน 3 คน) : เงินเดือนรวมคนละ 37,000 บาท

เลขานุการ (1 คน) : เงินเดือนรวม 37,000 บาท

ผู้ช่วยเลขานุการ (1 คน) : เงินเดือน รวม 24,510 บาท

• องค์กรอิสระอื่นๆ: มีโครงสร้างคล้ายกัน เช่น ป.ป.ช. มีผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 3 คน และผู้ช่วย 1 คน พร้อมเลขานุการ 1 คน ซึ่งล้วนมีค่าตอบแทนในระดับสูงเช่นกัน

3. สวัสดิการการเดินทางและที่พัก

• การเดินทางไปราชการ: สามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก และค่าพาหนะได้ตามจริง

• สิทธิการบิน: สำหรับตำแหน่งประธานและกรรมการ มักได้รับสิทธิเดินทางด้วย บัตรโดยสารชั้นธุรกิจ (Business Class) หรือชั้นหนึ่ง (First Class) ในบางกรณี

• ค่าเครื่องแต่งกาย: ในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ สามารถเบิกค่าเครื่องแต่งกายได้ตามระเบียบ (เช่น เหมาจ่ายประมาณ 9,000-10,000 บาทต่อครั้งต่อปี)

4. รถประจำตำแหน่งและคนขับรถ

• รถหลวง : ได้รับรถยนต์ประจำตำแหน่งสมรรถนะสูง (เช่น Toyota Camry หรือ Honda Accord รุ่นท็อป หรือสูงกว่า) พร้อมค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง

• คนขับรถ: มีพนักงานขับรถยนต์ประจำตำแหน่งให้ 1 คน

• เงินชดเชย (กรณีไม่รับรถ) : หากไม่ขอรับรถประจำตำแหน่ง สามารถเบิกเป็นเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนได้ (ประมาณ 31,000-41,000 บาทต่อเดือน แล้วแต่ตำแหน่ง)

5. การรักษาพยาบาลและประกันสุขภาพ

นอกจากสิทธิการรักษาพยาบาลข้าราชการแล้ว หลายองค์กรยังมี “ประกันสุขภาพกลุ่ม” เพิ่มเติมให้:

• มีวงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อปี (เช่น ผู้ป่วยนอกเบิกได้ครั้งละเท่าไหร่ หรือวงเงินรวมต่อปี 50,000-80,000 บาท)

• ครอบคลุมทั้งการตรวจสุขภาพประจำปีและการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน

6. สวัสดิการพิเศษอื่นๆ

• บอดี้การ์ด: บางตำแหน่งที่มีความเสี่ยง เช่น กรรมการ ป.ป.ช. หรือ กกต. สามารถร้องขอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัว (ตำรวจหรือทหาร) มาคอยดูแลความปลอดภัยได้

• เงินบำเหน็จตอบแทนเมื่อพ้นตำแหน่ง: เมื่ออยู่จนครบวาระหรือลาออก จะได้รับเงินก้อน (บำเหน็จ) ซึ่งคำนวณจาก [เงินเดือนเดือนสุดท้าย x จำนวนปีที่ทำงาน] ทำให้เมื่อพ้นตำแหน่งจะได้รับเงินก้อนหลักล้านบาท

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเหล่านี้อาจสามารถถูกวิจารณ์ว่ามากเกินไปในภาวะประเทศมีวิกฤติการณ์พลังงาน และมีข้อจำกัดทางการคลัง เงินเดือน สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของกรรมการองค์กรอิสระจ่ายโดยประชาชนผู้เสียภาษีซึ่งขณะนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากจากผลกระทบวิกฤติน้ำมัน จึงควรปรับให้สมเหตุสมผล เพื่อจะได้ไม่มีข้อครหา อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องตระหนักว่าทุกอย่างทำตามหลักสมดุล ปรับลดลงให้เหมาะสม ไมใช่ตัดทั้งหมด เนื่องจาก ในบางกรณี อาทิ การให้เงินเดือนสูงเพื่อไม่ให้กรรมการองค์กรเหล่านี้ไม่ถูกซื้อตัวหรือรับสินบนได้ง่าย หรือในบางตำแหน่ง อาทิ ป.ป.ช. ที่ต้องเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพล จำเป็นต้องมีทีมรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อปกป้องผู้ที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต วิญญูชนผู้มีใจเป็นธรรม ว่า แต่ละคนปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างไร มีความเป็นอิสระหรือเป็นกลาง ยึดถือหลักการจริงหรือไม่

1. คณะทำงานส่วนตัว (Personal Staff)

• สิ่งที่ควรปรับ: ลดจำนวนคนลงจาก 6 คน ให้เหลือเพียงเท่าที่จำเป็นจริงๆ (เช่น เลขานุการและผู้ช่วย)

•  ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญบางคนได้รับเงินเดือนสูงถึง 75,000 บาท ซึ่งสูงกว่าพนักงานประจำในหลายหน่วยงาน การมีทีมงานจำนวนมากอาจถูกมองว่าเป็นการนำคนใกล้ชิดมาดำรงตำแหน่งเพื่อรับเงินภาษี

2. เงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่ง

• สิ่งที่ควรปรับ : หากไม่รับรถประจำตำแหน่ง เงินที่ชดเชยให้จำนวนหลายหมื่นบาทต่อเดือน ควรถูกปรับลดลงให้สอดคล้องกับค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายจริง

• เงินก้อนนี้ถือเป็นรายได้เสริมที่สูงเกือบเท่าเงินเดือนของข้าราชการระดับเริ่มต้น 2-3 คนรวมกัน การปรับให้เป็นการเบิกตามระยะทางหรือใช้บริการแกร็บหรือรถแท็กซี่ตามจริง อาจจะโปร่งใสกว่า

3. สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง (Travel Perks)

• สิ่งที่ควรปรับ : ยกเลิกค่าเครื่องแต่งกายสำหรับการไปต่างประเทศ เพราะถือเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ผู้มีรายได้ระดับแสนสามารถดูแลเองได้, จำกัดการนั่งเครื่องบิน ชั้นธุรกิจ (Business Class) เฉพาะการเดินทางที่ใช้เวลานาน (เช่น 5-6 ชั่วโมงขึ้นไป) ส่วนเที่ยวบินในประเทศควรปรับเป็นชั้นประหยัดเหมือนข้าราชการส่วนใหญ่

• หากทำตามดังกล่าวจะเป็นการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและสร้างภาพลักษณ์ที่มัธยัสถ์ขึ้น

4. สวัสดิการสุขภาพที่ทับซ้อน

• สิ่งที่ควรปรับ : ตัดงบประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติม แล้วใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการ/โรงพยาบาลรัฐเป็นหลัก

5. เงินบำเหน็จตอบแทน

• ปรับสูตรการคำนวณเงินก้อนเมื่อพ้นตำแหน่งให้ลดลง หรือกำหนดเพดานสูงสุดไว้ เนื่องจากบางคนดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว (5-7 ปี) แต่ได้รับเงินก้อนหลักล้านบาท ซึ่งสูงกว่าลูกจ้างทั่วไปที่ทำงานมาทั้งชีวิตมาก   

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลแล้วจะเห็นได้ว่าควรปรับลดเงินเดือน สวัสดิการ ค่าตอบแทน และผลประโยชน์ให้เหมาะสมกับฐานะทางการคลังของประเทศและสถานการณ์วิกฤติพลังงาน โดยไม่สูญเสียหลักการของการสร้างระบบนิเวศให้องค์กรอิสระสามารถทำงานให้เป็นไปตามพันธกิจอย่างตรงไปตรงมา และไม่มีระบบยุติธรรมหลายมาตรฐาน