เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ร่วมบรรยายใน Policy Vision Series นโยบายการศึกษานวัตกรรมและไทยในเวทีโลก ซึ่งจัดโดย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

สำหรับบรรยากาศก่อนขึ้นเวทีบรรยาย มีกลุ่มนักศึกษาเข้ามาขอถ่ายภาพร่วมกับ นายยศชนัน อย่างต่อเนื่อง โดยได้ใช้โอกาสนี้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนรุ่นใหม่อย่างเป็นกันเอง ซึ่งนอกจากจะมีการสอบถามเจาะลึกถึงนโยบายพรรค ยังมีเสียงสะท้อนจากกลุ่มนักศึกษาที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ พร้อมจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย 

และในช่วงบรรยาย พบว่ามีผู้เข้าร่วมรับฟังจนเต็มความจุ เก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ไม่เพียงพอ และเป็นครั้งแรกของการเลือกตั้งรอบนี้ ที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้เข้ามาบรรยายพิเศษภายในสถาบันการศึกษา

สำหรับหัวข้อในการบรรยายครั้งนี้ นายยศชนัน ได้บรรยายในหัวข้อ “นโยบายการศึกษานวัตกรรมและไทยในเวทีโลก” โดยมีเนื้อหา “6G Economics: Blueprint for Thailand Advancement” ซึ่งเป็นพิมพ์เขียวในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง และสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T)

นายยศชนัน กล่าวว่า “วิกฤติ 4 เส้า” ที่ทำให้ประเทศไทยกำลังเดินถอยหลัง ได้แก่ วิกฤติสังคมผู้สูงอายุที่แรงงานราคาถูกไม่ใช่จุดขายอีกต่อไป ประกอบกับปัญหาทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการ, โครงสร้างตลาดที่ทุนใหญ่ผูกขาด ปิดกั้นโอกาสเติบโตของ SME และ Startup, Technology Capacity กับดักเทคโนโลยีระดับปานกลาง ที่ไทยเป็นเพียงผู้ซื้อเครื่องจักร แต่ขาดความสามารถในการสร้างและถ่ายโอนเทคโนโลยีเอง และหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนที่สูงจนชนเพดาน เป็นข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

นอกจากนี้ นายยศชนัน ถอดรหัสทฤษฎีรางวัลโนเบลปี 2025 เรื่อง “การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์” มาเป็นยุทธศาสตร์ “6G Blueprint” ที่เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทยให้จับต้องได้จริง ลองจินตนาการภาพเกษตรกรไทยที่เลิกทำเกษตรแบบเดาสุ่ม แต่หันมาใช้ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะเพิ่มผลผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นในไทย ที่ยกระดับเป็นพี่ใหญ่แห่งอาเซียนที่ดึงดูดคนเก่งทั่วโลก เข้ามาลงทุนได้อย่างมั่นใจ ผ่านระบบรัฐบาลดิจิทัลที่นักธุรกิจขอใบอนุญาตได้โปร่งใสโดยไม่ต้อง “ใส่ซอง” ให้ข้าราชการ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือ การสร้างงานที่คนไทยเก่งขึ้น มีรายได้สูงขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องทุ่นแรง ไม่ใช่ถูกแย่งงาน