สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศเมียนมาออกแถลงการณ์ ขอเรียกร้องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือศาลโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์ พิจารณาและ “มีคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด โดยอ้างอิงจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ภายใต้กรอบของอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า “คำให้การที่ลำเอียง ซึ่งอ้างอิงจากหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่สามารถแทนที่ความจริงได้” พร้อมทั้งยืนยันว่า รัฐบาลทหารกำลังให้ความร่วมมือกับศาลโลก “ด้วยความสุจริต” เพื่อแสดงถึงความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และกล่าวด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเมียนมายึดมั่นในกระบวนการส่งตัว “บุคคลจากรัฐยะไข่” กลับสู่ภูมิลำเนา
ทั้งนี้ ศาลโลกเปิดการไต่สวนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในคดีที่แกมเบียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเมียนมา ว่าละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฉบับปี 2491 จากเหตุการณ์ปราบปรามชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ เมื่อปี 2560 ซึ่งเป็นยุครัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจี และกองทัพเมียนมา ภายใต้การนำของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย
Genocide case before international court ‘flawed and unfounded’, says Myanmar govt https://t.co/MkwpzDL8wA
— ST Foreign Desk (@STForeignDesk) January 14, 2026
ด้านแกมเบียกล่าวว่า ชาวโรฮีนจาตกเป็น “เป้าหมายของการทำลายล้าง” โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของผู้ลี้ภัยว่า มีการข่มขืนหมู่ วางเพลิง และสังหารหมู่ โดยกองทัพเมียนมาและกลุ่มติดอาวุธชาวพุทธ ขณะที่เมียนมายืนยันมาตลอดว่า ปฏิบัติการทางทหารมีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮีนจา ซึ่งก่อเหตุโจมตีจนเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิตหลายสิบราย
อนึ่ง เมียนมาไม่เคยยอมรับชาวโรฮีนจา โดยปฏิเสธสิทธิพลเมือง และถือว่าเป็น “ผู้บุกรุกชาวเบงกาลี” แม้มีหลักฐานว่า บรรพบุรุษของชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่ในเมียนมานานหลายศตวรรษแล้วก็ตาม
ผลจากปฏิบัติการกวาดล้างของกองทัพเมียนมา ทำให้ปัจจุบันมีชาวโรฮีนจาประมาณ 1.17 ล้านคน อาศัยอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัย ในเมืองค็อกซ์ บาซาร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ.
เครดิตภาพ : REUTERS



