เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ศาลาว่าการกทม.2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึง สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ว่า วันนี้ กทม. ค่าฝุ่นน่าจะสูงที่สุดของปีนี้ โดยค่าฝุ่นสีแดงซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพพบใน 4 เขต ทั้งหมดอยู่ใน กทม.ชั้นใน ได้แก่ บางรัก ปทุมวัน สาทร และจตุจักร ค่าฝุ่นประมาณ 80 มคก./ลบ.ม.
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อว่า หากสังเกตสถานการณ์ฝุ่นปีนี้จะมีรูปแบบแตกต่างจากปีก่อนที่มีค่าฝุ่นสูงในเขตด้านนอกฝั่งตะวันออก เช่น มีนบุรี หนองจอก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเผา แต่ขณะนี้ค่าฝุ่นสีแดงอยู่ในเขตชั้นใน คาดว่าน่าจะเป็นฝุ่นจากรถยนต์ โดยการก่อสร้างรถไฟฟ้าทำให้การจราจรติดขัด
สาเหตุที่ช่วงนี้ค่าฝุ่นสูงมีหลายปัจจัย อาทิ อัตราการระบายอากาศต่ำต่อเนื่องมา 4 วัน เปรียบเสมือนอยู่ในห้องที่ปิดประตูหน้าต่าง ทำให้ฝุ่นสะสม ส่วนเรื่องการเผา กทม. พยายามลดมาโดยตลอด ต้องขอบคุณจังหวัดข้างเคียงที่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากช่วงนี้จุดเผาใน กทม.ไม่ได้มีจำนวนมาก จ.นครนายกแทบไม่มี อาจมีใน จ.ปราจีนบุรี และประเทศเพื่อนบ้านบ้าง

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางคืนที่ผ่านมาอัตราการระบายอากาศต่ำมาก เฉลี่ยเหลือเพียงประมาณ 200 ตร.ม.ต่อวินาที ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 2,000 ถือว่าต่ำมาก ส่งผลให้ฝุ่นสะสมในช่วงกลางคืน แต่วันนี้อัตราการระบายอากาศจะดีขึ้น
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ประกาศมาตรการ Work from Home เป็นเวลา 2 วัน แต่วันนี้ไม่ได้ประกาศเพิ่ม เนื่องจากคาดว่าสถานการณ์จะบรรเทาลง และพรุ่งนี้อัตราการระบายอากาศจะถ่ายเทได้ดีขึ้น
“ปีนี้สถานการณ์ฝุ่นโดยรวมดีขึ้นกว่าปีที่แล้วมาก โดยเดือน ม.ค.68 มีค่าฝุ่นเฉลี่ยระดับสีส้มกว่า 20 วัน ขณะที่ปีนี้ผ่านมาครึ่งเดือนมีค่าเฉลี่ยระดับสีส้มเพียง 3 วัน”

ส่วนมาตรการเข้มงวดด้านควันดำจากยานพาหนะ สามารถกวดขันจับและปรับรถควันดำเกินมาตรฐานได้มากขึ้น 4 เท่า และแม้บางพื้นที่จะมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดง แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ประกาศเขตมลพิษต่ำ หรือห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่ ซึ่งต้องมีค่าฝุ่นระดับสีแดงอย่างน้อย 5 เขต ต่อเนื่อง 2–3 วัน
สำหรับด้านการศึกษา ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราว เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนในสังกัด กทม.ทุกแห่งมีห้องเรียนปลอดฝุ่นแล้วโดยเน้นห้องเด็กเล็ก
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า แม้ กทม.จะดำเนินมาตรการรับมือปัญหาฝุ่น PM 2.5 ต่อเนื่องทุกปี แต่ระยะยาวยังจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการแก้ไขปัญหามลพิษจากยานพาหนะ โดยเฉพาะรถเก่าที่ใช้งานมานานซึ่งยังมีจำนวนมาก หากเป็นไปได้อยากรณรงค์ให้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถ EV เช่นเดียวกับหลายประเทศ แต่ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชนในประเทศไทย.



