วันนี้ (14 ม.ค.)ค่าฝุ่นPM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯเกินค่ามาตรฐานหลายเขตอยู่ในระดับงดออกสู่พื้นที่กลางแจ้ง โดยเฉพาะการออกกำลังกายในสวนสาธารณะต่างๆ เว็บไซต์https://www.nursinginpractice.com/ ได้เผยแพร่ผลจากการศึกษาวิจัยระดับโลกครั้งใหม่ พบว่ามลพิษทางอากาศสามารถลดทอนประโยชน์ด้านสุขภาพจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอได้อย่างมาก ทีมวิจัยนานาชาติ ซึ่งรวมถึงนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน UCL ( University College London) ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใหญ่กว่า 1.5 ล้านคน ที่ติดตามมานานกว่าทศวรรษในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน จีน และเดนมาร์ก เผยแพร่ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Medicine ชี้ให้เห็นว่า แม้การออกกำลังกายจะยังคงมีประโยชน์ แต่การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศจากอนุภาคขนาดเล็ก หรือ PM2.5 ในระยะยาว จะทำให้ผลในการป้องกันลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร จะถูกสูดดมเข้าไปในปอดและเข้าสู่กระแสเลือด
นักวิจัยพบว่า เมื่อระดับ PM2.5 เฉลี่ยต่อปีสูงถึง 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือสูงกว่านั้น ประโยชน์ด้านสุขภาพจากการออกกำลังกายจะเริ่มลดลง ขณะที่ค่าเฉลี่ยของฝุ่นPM2.5 ที่สูงเกินกว่าเกณฑ์ เป็นพื้นที่มีประชากรเกือบครึ่งโลกอาศัยอยู่
ทีมวิจัยพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายตามมาตรฐานประจำสัปดาห์ อย่างน้อยสองชั่วโมงครึ่งในระดับปานกลางถึงหนัก มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลดลง 30% ในช่วงระยะเวลาการศึกษา เมื่อเทียบกับผู้ที่ออกกำลังกายน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับ PM2.5 สูงกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร การลดความเสี่ยงนี้ลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 12-15% และที่ระดับมลพิษสูงกว่านั้น (สูงกว่า 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ประโยชน์จากการป้องกันการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งก็ไม่ชัดเจนทางสถิติอีกต่อไป
“การศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าอากาศที่เป็นพิษ มีส่วนขัดขวางประโยชน์ของการออกกำลังกายได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่สามารถกำจัดประโยชน์เหล่านั้นได้ทั้งหมดก็ตาม”ศาสตราจารย์แอนดรูว์ สเตปโท ผู้ร่วมเขียนจากภาควิชาวิทยาศาสตร์พฤติกรรมและสุขภาพของ UCL กล่าวและว่าผลการวิจัยนี้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมถึงอันตรายที่มลพิษจากอนุภาคขนาดเล็กสามารถก่อให้เกิดต่อสุขภาพของเราได้ แต่ยังเชื่อว่าอากาศบริสุทธิ์และการออกกำลังกายมีความสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีในวัยสูงอายุ ดังนั้นจึงควร สนับสนุนให้มีความพยายามมากขึ้นในการลดระดับมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 มกราคม 2569 โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคอีสาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ เนื่องจากเกิดสภาวะอากาศปิดใกล้ผิวพื้น ประกอบกับอัตราการระบายอากาศที่ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ฝุ่นละอองไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้ โดยคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงหลังวันที่ 16 มกราคม เป็นต้นไป



