เมื่อเวลา 14 ม.ค. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโศกนาฏกรรมเครนถล่มซ้ำซ้อน 2 เหตุการณ์ภายใน 24 ชั่วโมง ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่ อ.สีคิ้ว และโครงการทางด่วนพระราม 2 ซึ่งมีผู้รับเหมาคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ชี้ชัดมาตรฐานความปลอดภัยของผู้รับเหมามีปัญหา มีประวัติเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก รวมถึงกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในอดีต รัฐบาลต้องหยุดไม่ให้บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้สิทธิรับงานโครงการของรัฐ
นายอรรถวิชช์ ยังยกตัวอย่างกรณีสหรัฐอเมริกาเน้นมาตรการแรง ในปี 2562 เกิดเหตุเครนถล่มที่เมืองซีแอตเทิล (ตาย 4 เจ็บ 3) ศาลสั่งปรับผู้รับเหมาเป็น “ค่าเสียหายเชิงลงโทษ” (Punitive Damages) ปรับในอัตราที่สูงถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5,000 ล้านบาท ทำให้วงการก่อสร้างเข็ดหลาบและไม่กล้าละเลยความปลอดภัย
“ขอให้ศาลยุติธรรมพิจารณาหลักค่าเสียหายเชิงลงโทษ ตามแนวทางที่สภาผู้บริโภคเสนอ เพื่อให้ผู้ประกอบการตระหนักว่า หากประมาทจนทำให้คนตาย ต้นทุนที่ต้องจ่ายจะสูงกว่าการลงทุนทำระบบความปลอดภัย” นายอรรถวิชช์ กล่าว
นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า กรมบัญชีกลางควรปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาการละทิ้งงาน ให้เข้มงวดขึ้น หากตรวจพบว่าการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยที่เพียงพอ หน่วยงานรัฐต้องมีอำนาจสั่งหยุดงาน ขึ้นบัญชีดำเป็นผู้ละทิ้งงานได้ทันที ไม่ต้องรอให้งานล่าช้าจนใกล้ถึงวันสิ้นสุดสัญญา พร้อมย้ำว่าตามกติกาการรับงานหลวงไม่สามารถจ้างช่วงต่อได้ เว้นแต่จะเป็นการจดทะเบียนในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture: JV) มาตั้งแต่ต้น หากเป็นการรับงานคนเดียวแล้วไปซับงานต่อให้บริษัทจีนเป็นทอดๆ ถือว่าทำไม่ได้ ยกเว้นเพียงการจ้างแรงงานเท่านั้น.



