เมื่อวันที่ 15 ม.ค.69 ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.คลัง กล่าวถึงการแก้ค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป ว่า 1.เมื่อ 2-3 วันมานี้ ได้พบพูดคุยกับกรรมการหอการค้าไทยหลายท่าน ในเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป จะหาทางปรับค่าเงินบาทลงมาให้เหมาะสมได้อย่างไร เพื่อให้การส่งออกและท่องเที่ยวมีรายได้มากขึ้น,ให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามามากขึ้น ตอนนี้ยังเข้ามาน้อย เพราะพวกเขาเอาดอลลาร์มาแลกเงินบาทได้น้อยลงไปเรื่อยๆ
แต่ไปแลกเงินอินเดีย เงินเวียดนามได้มากขึ้นเรื่อยๆ ค่าแรงงาน ค่าไฟ จึงดูแล้วถูกลงเรื่อยๆ ในสายตานักลงทุนต่างประเทศ
2.ผมเสนอสูตรค่าเงินบาทระยะยาวว่า e = P/Pf คือ ค่าเงินบาท e, เท่ากับระดับราคาสินค้าเรา P, หารด้วยราคาสินค้าของประเทศคู่ค้า Pf ดังนั้นหากเงินเฟ้อเรา P, ต่ำกว่าเงินเฟ้อคู่ค้า Pf, เงินบาทก็ต้องแข็งค่า, และเงินบาทได้แข็งค่ามากเทียบเกือบทุกประเทศในโลกมากว่า 10 ปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งแข็งในปีนี้ เช่น แข็งกว่าเงินด่องเวียดนาม1.6 เท่า แข็งกว่ารูปีอินเดีย 2.7 เท่า เทียบ 10 ปีที่ผ่านมา

3.ที่มีหลายคนพูดว่าเงินบาทแข็งเพราะเงินดอลล่าร์อ่อนบ้าง, เราเกินดุลการค้าและบริการบ้าง, เงินเทาไหลเข้ามาบ้าง เป็นเรื่องเฉพาะระยะสั้น เป็นการพูดแบบกำปั้นทุบดิน ไม่ใช่ปรัชญา, พฤติกรรม, หรือทฤษฎีอะไร
4.การที่จะทำให้เงินบาทอ่อนลง ก็ต้องให้แบงก์ชาติเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง, เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันติดลบมาตลอด 9 เดือนแล้ว, เงินบาทก็จะอ่อนค่าลง “การเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจไทย จึงเป็นแก้ปัญหาที่เหตุ” เป็นการเติมน้ำในบ่อปลาที่มีน้ำน้อยเกินไป เมื่อน้ำเพิ่มขึ้นจนเหมาะสม ปลาก็จะโตขึ้นมาเอง
5.วิธีการอื่นๆที่สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้ในระยะยาว คือ การลดคอร์รัปชั่น, ทำให้ระบบราชการดีขึ้น ลด Redtape ลง, ทำให้บ้านเมืองสงบ ไม่มีสงคราม, ทำให้กฎหมายเป็นธรรมอย่างเป็นที่ประจักษ์, การสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศ และการเร่งเจรจาเพิ่มเขตการค้าเสรี โดยในระยะสั้นเราต้องปรับค่าเงินบาทให้อ่อนลงให้เหมาะสม เพราะระบบเศรษฐกิจไทยที่ไม่เติบโตมากว่า 10 ปีนั้น เป็นเพราะเราตั้งราคาของประเทศ คือค่าเงินบาทแพงเกินไป
6.การลงทุนและการส่งออก เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ



